GUIDE

โคโรล่า 12 เจเนอเรชัน 60 ปี Toyota ยุโรปรวมโชว์ครบทุกรุ่น จากรุ่นแรกปี 1966 ถึงไฮบริดรุ่นล่าสุด

Toyota ยุโรปฉลองโคโรล่าครบ 60 ปี ด้วยการนำโคโรล่าครบทั้ง 12 เจเนอเรชันมาจัดแสดงเรียงกัน ตั้งแต่รุ่นแรกปี 1966 ถึงรุ่นไฮบริดปัจจุบัน ไล่ดูว่าแต่ละเจนเปลี่ยนไปอย่างไร พร้อมเรื่องราวของ AE86 และรุ่นพิเศษ 60th Anniversary

แชร์บทความ
โคโรล่า 12 เจเนอเรชัน 60 ปี Toyota ยุโรปรวมโชว์ครบทุกรุ่น จากรุ่นแรกปี 1966 ถึงไฮบริดรุ่นล่าสุด
Toyota Corolla ครบ 12 เจเนอเรชันจัดแสดงเรียงกัน ฉลองครบรอบ 60 ปี
โคโรล่าครบ 12 เจเนอเรชันจัดแสดงเรียงกันตามยุค

Toyota ยุโรปฉลองโคโรล่าครบ 60 ปี ด้วยการนำโคโรล่าครบทั้ง 12 เจเนอเรชันมาจัดแสดงเรียงกันตามยุค ตั้งแต่รุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 1966 (พ.ศ. 2509) จนถึงรุ่นไฮบริดในปัจจุบัน ตลอด 60 ปีที่ผ่านมาโคโรล่าขายไปแล้วกว่า 57 ล้านคันทั่วโลก มากกว่ารถรุ่นใดในประวัติศาสตร์ จนได้ชื่อว่ารถที่ขายดีที่สุดในโลก และวันนี้ยังผลิตอยู่ใน 14 ฐานการผลิต 11 ประเทศ

โคโรล่าหลายเจเนอเรชันจัดแสดงเรียงกันตามยุค
โคโรล่ารุ่นต่าง ๆ จัดแสดงเรียงกันตามปีที่เปิดตัว

ตลอด 12 เจเนอเรชัน โคโรล่ามีตัวถังให้เลือกหลากหลาย ทั้งซีดาน แฮทช์แบ็ก คูเป้สปอร์ต และสเตชันแวกอน แต่แก่นของรถยังเหมือนวันแรก คือรถคุณภาพดี ใช้งานได้หลากหลาย ในราคาที่จับต้องได้

จุดเริ่มต้นของโคโรล่า

ต้นทศวรรษ 1960 ญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวและเศรษฐกิจเติบโตเร็ว ประชากรเกิน 100 ล้านคน เมืองขยายออกไปสู่ชานเมือง รถยนต์จึงกลายเป็นทั้งสิ่งที่อยากได้และสิ่งจำเป็น Toyota มองเห็นโอกาสทำรถแบบใหม่ ที่ไม่ได้เป็นแค่พาหนะทนทาน แต่ต้องนั่งสบาย ขับสนุก ทันสมัย และมีอุปกรณ์ครบ

โคโรล่ารุ่นคลาสสิกหลายเจเนอเรชันจอดรวมกัน
โคโรล่ารุ่นคลาสสิกจากหลายยุค

Toyota สร้างโรงงาน Takaoka ในเมืองโตโยต้าขึ้นมาเพื่อผลิตรุ่นนี้โดยเฉพาะ คุมคุณภาพเข้มงวดทุกขั้นตอนของสายประกอบ โดยมี Tatsuo Hasegawa เป็นหัวหน้าวิศวกร ส่วนชื่อ Corolla มาจากคำที่หมายถึงวงกลีบดอกไม้ ซึ่งถือเป็นส่วนที่สวยที่สุดของดอก

โคโรล่าทั้ง 12 เจเนอเรชัน

เจเนอเรชันที่ 1 (1966–1970)

เปิดตัวที่งาน Tokyo Motor Show ปี 1966 และเริ่มขายในญี่ปุ่นเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน รุ่นแรกเป็นซีดาน 2 ประตู เครื่องยนต์ 1.1 ลิตร 60 แรงม้า (DIN) ปี 1967 เพิ่มซีดาน 4 ประตูและแวกอน ปี 1968 เพิ่มคูเป้ฟาสต์แบ็ก Corolla Sprinter จุดเด่นของยุคนั้นคือเกียร์ธรรมดา 4 สปีดแบบคันโยกที่พื้น ซึ่งเป็นครั้งแรกของรถญี่ปุ่น ดิสก์เบรก และเบาะบักเก็ต เพียง 3 ปีโคโรล่าก็ขึ้นเป็นรถขายดีที่สุดในญี่ปุ่น

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 1 รหัส E10
Corolla เจเนอเรชันที่ 1 (E10)

เจเนอเรชันที่ 2 (1970–1974)

เปิดตัวในจังหวะเดียวกับที่โคโรล่าทำยอดขายครบ 1 ล้านคัน เพิ่มคูเป้ 2 ประตู และรุ่นสปอร์ตรุ่นแรก Levin (แปลว่าสายฟ้า) เครื่องทวินแคม 1.6 ลิตร 115 แรงม้า (DIN) เป็นโคโรล่ารุ่นแรกที่มีวิทยุ AM/FM แอร์ ที่ฉีดน้ำล้างกระจก และล็อกประตูหลังกันเด็กเปิด ถังน้ำมันขยายเป็น 45 ลิตร เจนนี้ผลิตไป 2.4 ล้านคัน และตั้งแต่ปี 1971 เริ่มประกอบแบบ CKD ในโปรตุเกสโดย Caetano

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 2 รหัส E20
Corolla เจเนอเรชันที่ 2 (E20)

เจเนอเรชันที่ 3 (1974–1979)

ยอดส่งออกขึ้นไปเกินปีละ 300,000 คัน Toyota ตั้งเป้าให้เจนนี้เป็นรถครอบครัวที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นโคโรล่ารุ่นแรกที่ออกแบบด้วยอุโมงค์ลม ตัวถังจึงเหลี่ยมและลู่ลมขึ้น มีตัวถังเพิ่มทั้งคูเป้ไร้เสากลางและ Liftback ห้องโดยสารเงียบขึ้น และเป็นรุ่นแรกที่ออกแบบความปลอดภัยเชิงรับ ทั้งโครงสร้างดูดซับแรงกระแทก โซนยุบตัว และเข็มขัดนิรภัยล็อกอัตโนมัติ เจนนี้ผลิตเกิน 3.75 ล้านคัน

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 3 ตัวถัง Liftback รหัส E50
Corolla เจเนอเรชันที่ 3 (E50)

เจเนอเรชันที่ 4 (1979–1983)

ออกมาหลังวิกฤตน้ำมัน ความประหยัดจึงเป็นโจทย์หลัก เป็นโคโรล่ารุ่นแรกที่ใช้พวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน และเปลี่ยนช่วงล่างหลังจากแหนบเป็นมัลติลิงก์คอยล์สปริง ปี 1982 มีเครื่องดีเซลครั้งแรก ขนาด 1.8 ลิตร ภายในใช้วัสดุดีขึ้น และคูเป้กับ Liftback ได้เบาะหลังพับแยกได้

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 4 รหัส E70
Corolla เจเนอเรชันที่ 4 (E70)

เจเนอเรชันที่ 5 (1983–1987)

เปิดตัวพฤษภาคม 1983 และเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของโคโรล่า Toyota ใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบตัวถังและพัฒนาเครื่องยนต์เป็นครั้งแรก โคโรล่าเปลี่ยนมาขับเคลื่อนล้อหน้า ห้องโดยสารนั่ง 5 คนได้สบายขึ้น และมีพวงมาลัยเพาเวอร์ เซ็นทรัลล็อก กระจกไฟฟ้า กับซันรูฟให้เลือก ส่วนรุ่นขับหลังยังเก็บไว้ให้สายสปอร์ต ซึ่งรวมถึง AE86 ที่กลายเป็นตำนาน

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 5 แฮทช์แบ็กขับหน้า รหัส AE82
Corolla เจเนอเรชันที่ 5 (AE82)

เจเนอเรชันที่ 6 (1987–1991)

ธีมดีไซน์คือกว้างและเตี้ย เส้นสายโค้งมนขึ้น ภายในใช้ผ้าเวลัวร์ เพิ่มพวงมาลัยปรับระดับ เข็มขัดนิรภัยปรับสูงต่ำ และพนักพิงปรับซัพพอร์ตหลังส่วนล่าง ทุกรุ่นขับหน้าและมีขับเคลื่อนสี่ล้อให้เลือกเป็นครั้งแรก ตัวถังมีตั้งแต่ซีดาน คูเป้ แฮทช์แบ็ก แวกอน ไปจนถึงรถตู้ ส่วนเครื่องยนต์มีเบนซิน 6 แบบและดีเซล 1 แบบ กำลังตั้งแต่ 64 ถึง 145 แรงม้า (DIN)

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 6 รหัส E90
Corolla เจเนอเรชันที่ 6 (E90)

เจเนอเรชันที่ 7 (1992–1995)

ใหญ่ขึ้น แรงขึ้น ปลอดภัยและเงียบขึ้น เป็นรุ่นแรกที่ได้อิทธิพลจาก Lexus ตัวซีดานได้แรงบันดาลใจจาก Lexus LS 400 ทีมช่วงล่างและทีมเครื่องยนต์ทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรก และทดสอบในสนามเพื่อให้ได้การควบคุมแบบรถยุโรป ล้อขยายเป็น 14 นิ้ว และตั้งแต่กันยายน 1994 ถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 7 รหัส E100
Corolla เจเนอเรชันที่ 7 (E100)

เจเนอเรชันที่ 8 (1995–2000)

Toyota เปลี่ยนแนวทาง จากรถรุ่นเดียวขายทั่วโลกเป็นการทำเวอร์ชันสำหรับตลาดยุโรปโดยเฉพาะ ให้ทีมออกแบบยุโรปมีส่วนร่วมโดยตรง และเริ่มผลิตโคโรล่าเต็มรูปแบบในยุโรป ตัวรถใช้เหล็กกำลังสูงน้ำหนักเบาเพื่อลดน้ำหนักและการปล่อยมลพิษ ซ่อมบำรุงง่ายขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย และเป็นโคโรล่ารุ่นแรกที่มีระบบนำทางให้เลือก

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 8 รหัส E110
Corolla เจเนอเรชันที่ 8 (E110)

เจเนอเรชันที่ 9 (2000–2006)

แพลตฟอร์มใหม่ ดีไซน์ภายนอกพัฒนาในยุโรปภายใต้ธีมสดใสและประณีต กระจก เสา และหลังคาเรียบต่อเนื่องกันเพื่อความหรูและลู่ลม มาตรวัด Optitron แบบเดียวกับ Lexus ในยุโรปมีแฮทช์แบ็ก 3 และ 5 ประตูผลิตในอังกฤษ ส่วนซีดานและ MPV Corolla Verso ผลิตในตุรกี สำหรับไทย เจนนี้ทำตลาดในชื่อ Corolla Altis (E120/E121)

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 9 ตัวถังแวกอน รหัส E120
Corolla เจเนอเรชันที่ 9 (E120)

เจเนอเรชันที่ 10 (2007–2012)

ในญี่ปุ่นและยุโรปตัวแฮทช์แบ็กเปลี่ยนชื่อเป็น Auris ส่วนซีดานยังใช้ชื่อ Corolla แนวคิดคือออกแบบจากภายในออกมาภายนอกเพื่อให้ห้องโดยสารกว้างที่สุด เพิ่มถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับ พวงมาลัยไฟฟ้า และเบาะหลังปรับเอนได้ ปี 2010 Auris Hybrid กลายเป็นรถไฮบริดรุ่นแรกของ Toyota ที่ผลิตจำนวนมากในยุโรป ที่โรงงาน Toyota Motor Manufacturing UK ในไทยเจนนี้คือ Corolla Altis (E140/E150)

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 10 ซีดาน รหัส E150
Corolla เจเนอเรชันที่ 10 (E150)

เจเนอเรชันที่ 11 (2013–2018)

ยุโรปยังใช้ชื่อ Auris ออกแบบในยุโรปเพื่อลูกค้ายุโรปเป็นหลัก เน้นการควบคุมผ่านการจัดการน้ำหนักและเซ็ตช่วงล่าง แวกอน Touring Sports กลับมาอีกครั้ง ขุมพลังมีทั้งไฮบริด ดีเซล และเบนซิน โดยรุ่นไฮบริดปล่อย CO2 เพียง 87 กรัม/กม. ในไทยเจนนี้คือ Corolla Altis (E170)

Toyota Corolla เจเนอเรชันที่ 11 ซีดาน รหัส E170
Corolla เจเนอเรชันที่ 11 (E170)

เจเนอเรชันที่ 12 (2019–ปัจจุบัน)

สร้างบนแพลตฟอร์ม TNGA-C จุดศูนย์ถ่วงต่ำลงและตัวถังแข็งขึ้น การควบคุมและความนุ่มนวลดีขึ้นชัดเจน ในยุโรปมีไฮบริดให้เลือกสองขนาด 1.8 และ 2.0 ลิตร และเป็นไฮบริดล้วนตั้งแต่เปิดตัว เป็นโคโรล่ารุ่นแรกที่มีรุ่น GR Sport และครอบครัวโคโรล่าขยายมาถึงเอสยูวี Corolla Cross ในไทยเจนนี้คือ Corolla Altis (E210) ขายคู่กับ Corolla Cross

Toyota Corolla Touring Sports เจเนอเรชันที่ 12 รุ่น 60th Anniversary
Corolla Touring Sports เจเนอเรชันที่ 12 รุ่นพิเศษ 60th Anniversary

AE86 โคโรล่าที่กลายเป็นตำนาน

AE86 อยู่ในเจเนอเรชันที่ 5 ช่วงปี 1983–1987 มีทั้ง Levin และ Trueno ตัวถัง Liftback และคูเป้ ในยุโรปขายในชื่อ Corolla GT และ GTi จุดเด่นคือเครื่องยนต์วางหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง น้ำหนักไม่ถึง 1 ตัน และกระจายน้ำหนักหน้า-หลังได้ดี เครื่อง 4A-GE 1.6 ลิตร DOHC หัวฉีด 130 แรงม้า (DIN) แรงบิด 149 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ราว 8.3 วินาที มีลิมิเต็ดสลิปให้เลือก

Toyota Corolla AE86 สีแดง
Corolla AE86

AE86 ประสบความสำเร็จทั้งในแรลลี่ สนามแข่ง และการดริฟต์ ชื่อเสียงยิ่งขยายออกไปนอกวงการรถเมื่อปรากฏในการ์ตูน Initial D ตั้งแต่ปี 1995 ที่พระเอกขับ AE86 ส่งเต้าหู้ตอนกลางวันและดริฟต์ตอนกลางคืน ในญี่ปุ่นเรียกรถรุ่นนี้ว่า Hachi-Roku ที่แปลว่า 86 ซึ่งต่อมาชื่อนี้กลับมาอีกครั้งใน GT86 และ GR86 ส่วนรหัส AE86 นั้น A คือตระกูลเครื่องยนต์ และ E86 คือรหัสรุ่นในซีรีส์โคโรล่า

ทุกวันนี้ GAZOO Racing ยังผลิตอะไหล่ทดแทนให้ AE86 เช่น เพลาขับ เฟืองท้าย และเสื้อสูบ และในงาน Tokyo Auto Salon 2023 ได้โชว์ AE86 H2 Concept ที่ใช้เครื่องสันดาปไฮโดรเจน กับ AE86 BEV Concept ที่เป็นรถไฟฟ้าแต่ยังใช้เกียร์ธรรมดา

โคโรล่าในมอเตอร์สปอร์ต

ชัยชนะ WRC ครั้งแรกของ Toyota มาจากโคโรล่าเจนที่ 2 ที่ทำจากรุ่น 1600 SR ในรายการ Press-on-Regardless Rally ที่สหรัฐฯ ก่อนที่ Toyota Team Europe (TTE) จะคว้าชัย WRC ครั้งแรกของทีมที่ 1,000 Lakes Rally ด้วย Corolla Levin 1.6 ลิตร ที่ Hannu Mikkola ขับ ต่อมาเมื่อกติกาปี 1997 อนุญาตให้ใช้เครื่องยนต์ที่ไม่มีในรถบ้าน Corolla WRC ใส่เครื่อง 2.0 ลิตร ชนะ 3 รายการในปี 1998 และพา Toyota คว้าแชมป์ผู้ผลิต WRC ปี 1999 ฝั่งทางเรียบ AE86 คว้าแชมป์ BTCC ในอังกฤษติดกันปี 1986 และ 1987 และตั้งแต่ปี 2021 Toyota ใช้ GR Corolla H2 Concept แข่ง Super Taikyu ในญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาเครื่องยนต์ไฮโดรเจน

โคโรล่าในยุโรป

โคโรล่าล็อตแรกถึงยุโรปในเดือนเมษายน 1967 ตั้งแต่ปี 1971 เริ่มประกอบแบบ CKD ในโปรตุเกส และผลิตเต็มรูปแบบที่ตุรกีตั้งแต่ปี 1994 จนถึงวันนี้ยอดขายในยุโรปรวมเกือบ 9.5 ล้านคัน หรือราว 1 ใน 6 ของโคโรล่าที่ขายทั่วโลก ปัจจุบันโรงงาน Toyota Motor Manufacturing UK ที่ Burnaston ผลิตแฮทช์แบ็กและ Touring Sports รวมถึง GR Corolla ที่ส่งไปอเมริกาเหนือ ส่วนโรงงาน Toyota Motor Manufacturing Turkey ผลิตตัวซีดาน

โคโรล่ารุ่นใหม่จัดแสดงต่อท้ายแถวโคโรล่ารุ่นเก่า
โคโรล่ารุ่นปัจจุบันต่อท้ายแถวรุ่นก่อนหน้า

Corolla 60th Anniversary รุ่นพิเศษ

Toyota ทำรุ่นพิเศษ 60th Anniversary ให้แฮทช์แบ็ก Touring Sports และซีดานในยุโรป แฮทช์แบ็กกับ Touring Sports ที่ผลิตในอังกฤษใช้สี New Boreal Blue ตัดหลังคาและเสาสีดำ Night Sky Black ล้ออัลลอย 17 นิ้ว 10 ก้าน ชิ้นตกแต่งสีเงินด้านรอบคัน และสติกเกอร์ 60th Anniversary ที่ขอบล่างประตูหลัง ส่วนซีดานที่ผลิตในตุรกีใช้สี Lunar Sky Blue ทุกตัวถังเลือกสี Platinum White Pearl และ Ash Grey ได้ด้วย

สัญลักษณ์ 60th Anniversary บนตัวถัง Toyota Corolla
สัญลักษณ์ 60th Anniversary

ภายในมีมาตรวัดดิจิทัล 12.3 นิ้ว จอ Toyota Smart Connect+ 10.5 นิ้ว และระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense ครบชุด แฮทช์แบ็กและ Touring Sports มีเครื่อง 1.8 ไฮบริด และ 1.5 เบนซินตามแต่ละประเทศ รุ่นพิเศษนี้เปิดสั่งจองในยุโรปแล้ว และเริ่มส่งมอบปลายเดือนตุลาคม

ห้องโดยสาร Toyota Corolla 60th Anniversary
ห้องโดยสาร Corolla 60th Anniversary

Corolla Concept กับอนาคตของโคโรล่า

เรื่องราวของโคโรล่ายังไม่จบ Toyota เปิดตัว Corolla Concept ที่งาน Japan Mobility Show 2025 ออกแบบให้รองรับขุมพลังได้หลายแบบ ภายใต้แนวคิด Max Vision และ Max Space คือตัวรถกะทัดรัดแต่ให้ความรู้สึกโปร่งกว้าง กระจกหน้าใหญ่ลาดเอียงมาก และแผงหน้าปัดเตี้ย Koji Sato ประธาน Toyota Motor Corporation ในขณะนั้น กล่าวว่า ไม่ว่าจะหน้าตาหรือตัวถังแบบไหน มันก็คือโคโรล่ามาตลอด และนั่นคือเหตุผลที่โคโรล่าเป็นรถสำหรับทุกคน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโคโรล่า

โคโรล่ารุ่นแรกเปิดตัวปีไหน

เปิดตัวที่งาน Tokyo Motor Show ปี 1966 (พ.ศ. 2509) และเริ่มขายในญี่ปุ่นเดือนพฤศจิกายน 1966 รุ่นแรกเป็นซีดาน 2 ประตู เครื่องยนต์ 1.1 ลิตร

โคโรล่ามีกี่เจเนอเรชัน

12 เจเนอเรชัน นับจากรุ่นแรกปี 1966 ถึงเจเนอเรชันที่ 12 ที่เปิดตัวปี 2019 และยังขายอยู่ในปัจจุบัน

โคโรล่าขายไปแล้วกี่คัน

มากกว่า 57 ล้านคันทั่วโลกใน 60 ปี มากกว่ารถรุ่นใดในประวัติศาสตร์ เฉพาะยุโรปขายไปเกือบ 9.5 ล้านคัน

AE86 คือโคโรล่ารุ่นไหน

AE86 คือรุ่นสปอร์ตเครื่องยนต์หน้าขับหลังของเจเนอเรชันที่ 5 (1983–1987) มีทั้ง Levin และ Trueno ใช้เครื่อง 4A-GE 1.6 ลิตร 130 แรงม้า (DIN) ในญี่ปุ่นเรียกว่า Hachi-Roku

Corolla Altis ที่ขายในไทยตอนนี้เป็นเจนไหน

เป็นเจเนอเรชันที่ 12 รหัสตัวถัง E210 ขายในไทยตั้งแต่ปี 2019 ดูราคาและรุ่นย่อยได้ที่หน้า Corolla Altis (E210)

Bangkok Motorhaus มองอย่างไร

สิ่งที่ทำให้โคโรล่าอยู่มาได้ถึง 60 ปีไม่ใช่ความหวือหวา แต่คือการปรับตัวตามยุคโดยไม่ทิ้งแก่นเดิม จากขับหลังเป็นขับหน้า เพิ่มเครื่องดีเซล ไปจนถึงเป็นไฮบริดล้วนในยุโรป ขณะที่ยังเป็นรถคุณภาพดีในราคาที่คนส่วนใหญ่เอื้อมถึง การเห็นทั้ง 12 เจเนอเรชันจอดเรียงกันจึงเหมือนดูวิวัฒนาการของรถครอบครัวทั้งยุค สำหรับไทย ครอบครัวโคโรล่าตอนนี้มีทั้ง Corolla Altis ซีดานและ Corolla Cross เอสยูวี ที่น่าติดตามต่อคือ Corolla Concept ที่รองรับหลายขุมพลังจะเป็นหน้าตาของเจเนอเรชันที่ 13 มากแค่ไหน

คุณหรือคนในบ้านเคยใช้โคโรล่าเจเนอเรชันไหน และประทับใจอะไรที่สุด?

NEWS x CAR DATA

รถที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์นี้

เปิดข้อมูลรุ่นรถ ราคา สเปก รุ่นย่อย เปรียบเทียบ และสร้างภาพแชร์จากฐานข้อมูล Bangkok Motorhaus

ดู Car Database
Corolla Altis (E210)
Toyota

Corolla Altis (E210)

MY 2019 · Sedan (รถยนต์นั่ง 4 ประตู) · ขุมกำลัง: ICE / เชื้อเพลิงผสม (E85) เครื่องยนต์ / มอเตอร์ / กำลัง: ร

829,000 - 1,129,000 บาท
ดูสเปกSave Image

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Scroll to Top