
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดงาน Volvo Excellence นิทรรศการรวมนวัตกรรมความปลอดภัยที่วอลโว่คิดค้นตลอดเกือบ 100 ปี ตั้งแต่เข็มขัดนิรภัยแบบสามจุดจนถึงเทคโนโลยี Safe Space จัดที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 1 บริเวณ Fashion Hall ระหว่างวันที่ 22–25 ตุลาคม 2569 พร้อมเวทีเสวนาเรื่องความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้า
ภายในงานจัดแสดงนวัตกรรมความปลอดภัย แนวคิดด้านวิศวกรรม และหลักคิด “ความปลอดภัยควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้” ที่วอลโว่ยึดมาตลอด ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ว่าเทคโนโลยีที่วอลโว่บุกเบิกถูกนำไปใช้ในรถยนต์ทั้งอุตสาหกรรมอย่างไร และกิจกรรมบางส่วนจะย้ายไปจัดแสดงที่โชว์รูมผู้จำหน่ายวอลโว่สาขาที่ร่วมรายการหลังจบงาน

เสวนา Uncovering EV Safety Beyond the Battery
เวทีเสวนาหัวข้อ “Uncovering EV Safety Beyond the Battery จากความกังวลสู่ความเข้าใจ: เปิดเบื้องหลังความปลอดภัยรถอีวีที่มีมากกว่าแบตเตอรี่” ผู้ร่วมเสวนาได้แก่ คุณถนอมศักดิ์ สันทนาประสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคและบริการหลังการขาย วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย, รองศาสตราจารย์ ดร. ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน และหัวหน้าศูนย์วิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขนส่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และคุณชนันท์ เพียรเพิ่มภัทร ผู้ใช้รถไฟฟ้าวอลโว่ที่ทำคอนเทนต์เรื่องการใช้รถไฟฟ้าบน TikTok
หัวข้อที่คุยกันครอบคลุมข้อเท็จจริงของเทคโนโลยีแบตเตอรี่กับความปลอดภัย วิศวกรรมยานยนต์เบื้องหลังระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า และคำถามที่ผู้ใช้รถไฟฟ้าสงสัยบ่อย

คุณคริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเซีย กล่าวว่า “งาน Volvo Excellence คืองานที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเรียนรู้แนวคิดเบื้องหลังนวัตกรรมมากมายจากวอลโว่ที่มุ่งนำเสนอความปลอดภัยต่อชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนน และถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์ เราต้องการสร้างการเรียนรู้ และบทสนทนาที่มีความหมายต่ออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะเราเชื่อว่าความเข้าใจคือการสร้างความโปร่งใส และตอบข้อสงสัยได้ดีที่สุด”
นวัตกรรมความปลอดภัยที่วอลโว่คิดค้น
ปี 2502 (ค.ศ. 1959) เข็มขัดนิรภัยแบบสามจุด คิดค้นโดยนิลส์ โบห์ลิน (Nils Bohlin) วิศวกรของวอลโว่ วอลโว่เปิดให้ผู้ผลิตรายอื่นใช้สิทธิบัตรนี้ได้ แทนที่จะเก็บไว้ใช้กับรถของตัวเอง เข็มขัดแบบสามจุดจึงถูกใช้ในรถหลายแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน และคาดว่าช่วยปกป้องชีวิตผู้คนมาแล้วมากกว่าหนึ่งล้านคนทั่วโลก

ปี 2515 (ค.ศ. 1972) ที่นั่งเด็กแบบหันไปทางด้านหลัง วอลโว่บุกเบิกคาร์ซีทแบบหันหลังรุ่นแรกสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล หลักการนี้ยังใช้เป็นแนวทางความปลอดภัยของเด็กในรถมาจนถึงปัจจุบัน

ปี 2537 (ค.ศ. 1994) ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (SIPS-bag) วอลโว่พัฒนาระบบป้องกันแรงกระแทกจากการชนด้านข้างผ่านการออกแบบโครงสร้างและเทคโนโลยีดูดซับพลังงาน และเป็นผู้บุกเบิกถุงลมนิรภัยด้านข้างรุ่นแรก ๆ ของโลก

ปี 2541 (ค.ศ. 1998) ระบบป้องกันการบาดเจ็บจากการสะบัดของศีรษะ (WHIPS) ออกแบบมาเพื่อลดการบาดเจ็บบริเวณคอเมื่อรถถูกชนจากด้านท้าย แนวทางนี้ถูกนำไปใช้ออกแบบเบาะนั่งและระบบยึดเหนี่ยวผู้โดยสารของผู้ผลิตหลายแบรนด์

ปี 2546 (ค.ศ. 2003) ระบบเตือนจุดอับสายตา (BLIS) แจ้งเตือนผู้ขับเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา วอลโว่นำมาใส่ในรถที่ผลิตขายตั้งแต่ปี 2546 ปัจจุบันกลายเป็นอุปกรณ์ที่พบได้ทั่วไปในรถยุคใหม่
ปี 2553 (ค.ศ. 2010) ระบบตรวจจับคนเดินถนนพร้อมเบรกอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เป็นระบบรุ่นแรก ๆ ของอุตสาหกรรมที่ตรวจจับคนเดินถนนแล้วสั่งเบรกเองเพื่อลดความรุนแรงของการชน

ปี 2565 (ค.ศ. 2022) เทคโนโลยี Safe Space แนวทางความปลอดภัยแบบองค์รวมทั้งภายในและรอบตัวรถ รวมระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง เทคโนโลยีหลีกเลี่ยงการชน ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง เซ็นเซอร์รอบคัน และระบบวิเคราะห์ผู้ขับขี่ (Driver Understanding System) ดูรุ่นที่ขายในไทยได้ที่ ฐานข้อมูลรถ Volvo
ปกป้องผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมตั้งแต่ราวปี 2513
งานวิจัยของศูนย์ความปลอดภัยวอลโว่ คาร์ (Volvo Cars Safety Centre) ซึ่งศึกษาจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจริงตลอดหลายทศวรรษ รายงานว่ารถวอลโว่ให้การปกป้องผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกันมาตั้งแต่ราวปี 2513 (ค.ศ. 1970) เมื่อเทียบรถที่ผลิตช่วงปี 2513–2522 กับรถที่ผลิตช่วงปี 2553–2562 ความเสี่ยงบาดเจ็บโดยรวมของผู้ขับรถวอลโว่ลดลง 79% และความเสี่ยงบาดเจ็บของผู้หญิงลดลง 88% จนอยู่ระดับเดียวกับผู้ชาย

Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
จุดที่น่าสนใจของงานนี้ไม่ใช่รถรุ่นใหม่ แต่เป็นการเล่าที่มาของอุปกรณ์ความปลอดภัยที่คนขับรถใช้กันทุกวันโดยไม่รู้ตัว อย่างเข็มขัดนิรภัยแบบสามจุดที่วอลโว่เปิดสิทธิบัตรให้ทั้งอุตสาหกรรมใช้ ส่วนเวทีเสวนาความปลอดภัยรถอีวีที่มองไกลกว่าตัวแบตเตอรี่ก็มาถูกจังหวะ ในช่วงที่ตลาดรถไฟฟ้าไทยแข่งกันที่ราคาและระยะทางวิ่งเป็นหลัก ขณะที่ตัวเลขความเสี่ยงบาดเจ็บของผู้หญิงที่ลดลง 88% มาจากงานวิจัยของวอลโว่เอง จึงน่าติดตามต่อว่าจะมีข้อมูลจากหน่วยงานอิสระมายืนยันในทิศทางเดียวกันหรือไม่
เวลาเลือกซื้อรถคันต่อไป คุณให้น้ำหนักกับระบบความปลอดภัยมากกว่าราคาและออปชันความสะดวกแค่ไหน?



