วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย (Volvo Cars Thailand) ขยับหมากสำคัญในตลาดรถยนต์พรีเมียม ด้วยการเปิดตัวโปรแกรมสนับสนุน Trade-in อย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยพยุงมูลค่ารถมือสองและเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าปัจจุบันที่ต้องการเปลี่ยนรถคันเดิมไปสู่ยานยนต์รุ่นใหม่ของค่าย โดยการเติมเงินสนับสนุนมูลค่า Trade-in พิเศษ (Top-up) จากราคาประเมินตลาดปกติสูงสุดถึง 200,000 บาท ครอบคลุมทั้งกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2569

เจาะลึกสิทธิประโยชน์ Trade-in: กลุ่มเจ้าของ Volvo EX30 รับส่วนลดเพิ่ม 200,000 บาท
สำหรับลูกค้าที่เป็นเจ้าของ Volvo EX30 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นยอดนิยม ทางวอลโว่ได้มอบสิทธิประโยชน์สูงสุด โดยหากนำ EX30 คันเดิมมาเปลี่ยนเป็นรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ ทุกรุ่น จะได้รับมูลค่าสนับสนุนพิเศษเพิ่มเติมทันที 200,000 บาท นอกเหนือจากราคาประเมิน Trade-in ตามสภาพรถในตลาด ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้การขยับไปสู่รถรุ่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือรถรุ่นใหม่ล่าสุดคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง

สิทธิประโยชน์สำหรับเจ้าของรถยนต์ Volvo รุ่นอื่นๆ (ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นไป)
สำหรับลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์วอลโว่รุ่นอื่นๆ ที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) เป็นต้นไป หากนำรถคันเดิมมา Trade-in เพื่อซื้อรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมตามรุ่นที่เลือกซื้อ ดังนี้
- เลือกซื้อ Volvo EX90 (Twin Plus / Ultra): รับมูลค่าสนับสนุนเพิ่มเติม 200,000 บาท
- เลือกซื้อ Volvo XC90 Ultra Bright: รับมูลค่าสนับสนุนเพิ่มเติม 200,000 บาท
- เลือกซื้อ Volvo XC60 Ultra Bright: รับมูลค่าสนับสนุนเพิ่มเติม 150,000 บาท
- เลือกซื้อ Volvo ES90 Ultra Single: รับมูลค่าสนับสนุนเพิ่มเติม 100,000 บาท
- เลือกซื้อ Volvo EX40 Ultra Single: รับมูลค่าสนับสนุนเพิ่มเติม 100,000 บาท
- เลือกซื้อ Volvo EC40 Ultra Single: รับมูลค่าสนับสนุนเพิ่มเติม 100,000 บาท



นอกจากนี้ ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าคอมแพกต์และพรีเมียมซีดาน ทั้ง Volvo EC40, Volvo EX40 รวมถึงพรีเมียมซีดานไฟฟ้า Volvo ES90 ผู้ซื้อยังสามารถนำสิทธิ์ Trade-in 100,000 บาท ไปใช้ร่วมกับข้อเสนอและแคมเปญส่งเสริมการขายประจำเดือนของแต่ละรุ่นได้ตามเงื่อนไขของตัวแทนจำหน่าย



เช็กเงื่อนไขและคุณสมบัติรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการ
สำหรับผู้ที่สนใจนำรถยนต์วอลโว่คันเดิมเข้าสู่โปรแกรม ทาง วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขสำคัญไว้ดังต่อไปนี้
- รถยนต์ที่นำมา Trade-in ต้องเป็นรถยนต์แบรนด์ Volvo ที่ได้รับการจดทะเบียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) เป็นต้นไป
- รถยนต์ต้องจดทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ในชื่อของผู้ซื้อ หรือคู่สมรส บิดา มารดา หรือบุตรของผู้ซื้อ มาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน (กรณีจดทะเบียนในนามนิติบุคคล ต้องมีเอกสารแสดงความเกี่ยวข้องกันระหว่างนิติบุคคลและผู้ซื้อ)
- สิทธิประโยชน์จากโปรแกรมนี้ใช้สำหรับการซื้อรถยนต์วอลโว่คันใหม่เท่านั้น และไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือทอนเป็นเงินสดได้
- สิทธิ์ในโครงการมีจำนวนจำกัด และมอบให้แก่ลูกค้าตามลำดับการจองก่อน–หลัง (First-come, first-served)
- โปรแกรมเปิดให้บริการผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายวอลโว่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึง 29 ธันวาคม 2569
ทิศทางจากผู้บริหาร: กลยุทธ์รับฟังเสียงผู้ใช้และการพยุงราคาขายต่อ
ทางด้าน นายคริส เวลส์ (Chris Wells) กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเซีย ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังของแคมเปญนี้ว่า วอลโว่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรับฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับสภาวะราคาประเมินรถมือสองในปัจจุบัน โปรแกรมสนับสนุน Trade-in จึงถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อคลายความกังวลและสร้างความยืดหยุ่นทางการเงิน ช่วยให้ลูกค้าปัจจุบันสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์รุ่นใหม่ได้อย่างคุ้มค่า พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นใจในระยะยาวให้แก่แบรนด์วอลโว่
อ่านเพิ่มเติม: โปรโมชั่นรถยนต์ ตุลาคม 2569 รวมทุกแบรนด์ ส่วนลดรถใหม่ โปรรถไฟฟ้า และแคมเปญช่วยน้ำท่วม
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
Bangkok Motorhaus มองว่า ความเคลื่อนไหวของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งในแง่การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) และการปกป้อง Brand Loyalty ท่ามกลางกระแสความผันผวนของตลาดยานยนต์ในปัจจุบัน
ตลอดช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์มือสองเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสงครามราคารถใหม่ ส่งผลให้อัตราการลดลงของราคาขายต่อ (Depreciation) ในตลาดรถหรูและรถ EV ปรับตัวลงเร็วกว่าในอดีต การที่วอลโว่ตัดสินใจลงมาอุดหนุนเงิน Top-up มูลค่า Trade-in สูงสุดถึง 200,000 บาท โดยเฉพาะการให้สิทธิ์แก่กลุ่มเจ้าของ Volvo EX30 ซึ่งเป็นผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ อย่างเต็มจำนวน ถือเป็นการแสดงความจริงใจและช่วยชดเชยช่องว่างราคารถมือสองได้อย่างตรงจุด
ขณะเดียวกัน ในเชิงพาณิชย์ แคมเปญนี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการตัดสินใจซื้อที่ทรงพลัง ช่วยกระตุ้นยอดส่งมอบยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นเรือธงใหม่อย่าง EX90, XC90 รวมถึงคอมแพกต์เอสยูวี EX40 และ EC40 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้อย่างมีชั้นเชิง










