
บริษัท โอโมดะ แอนด์ เจคู (OMODA & JAECOO) แบรนด์ยานยนต์อัจฉริยะระดับโลก เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AI Mobility อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ Super AI Cockpit อย่างเป็นทางการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการจัดงาน “SUPER AI NIGHT” ณ ประเทศอินโดนีเซีย
ต่อยอดความสำเร็จจากงาน TECH DAY 2026 ในประเทศไทย เพื่อมุ่งเน้นการปฏิวัติประสบการณ์การเดินทางและสร้างนิยามใหม่ให้กับยานยนต์อัจฉริยะสำหรับคนรุ่นใหม่
Super AI Cockpit 2026 ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้โครงสร้างเทคโนโลยีแบบครบวงจร (Full-Stack) ที่ OMODA & JAECOO พัฒนาขึ้นเอง ขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผล Seed LLM (Large Language Model) ซึ่งเป็นโมเดล AI ระดับแนวหน้าของ ByteDance ผสานการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีจาก BytePlus
ความลับสำคัญของระบบนี้คือการยกระดับฟังก์ชันสั่งงานด้วยเสียง (Voice Command) จากเดิมที่เป็นเพียงการตอบสนองต่อคำสั่งพื้นฐาน ไปสู่การเป็น “เพื่อนเดินทางอัจฉริยะ” ที่รองรับการประมวลผลทางด้านความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และการตอบสนองเฉพาะบุคคล (Personalization) ถือเป็นระบบห้องโดยสารอัจฉริยะรายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM)
ศักยภาพหลัก 4 ด้านของ Super AI Cockpit 2026 ประกอบด้วย



- เข้าใจความต้องการได้แม่นยำยิ่งขึ้น วิเคราะห์และประมวลผลคำสั่งที่มีความซับซ้อนและเป็นธรรมชาติได้เทียบเท่าการสนทนากับมนุษย์
- เข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น จดจำรูปแบบการใช้งาน การตั้งค่า และเส้นทางโปรด เพื่อเสนอโซลูชันที่ตรงใจ
- รับรู้อารมณ์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตรวจจับและตอบสนองต่อสภาวะอารมณ์ของผู้ขับขี่ผ่านการปรับแต่งบรรยากาศและระบบความบันเทิงในรถ
- ก้าวทันทุกเทรนด์ได้เหนือกว่า เชื่อมต่อข้อมูลไลฟ์สไตล์ เทรนด์การเดินทาง และความบันเทิงดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว
นวัตกรรมดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการติดตั้งและอัปเกรดผ่านระบบ Over-The-Air (OTA) ในยนตรกรรมรุ่นใหม่ของค่ายอย่าง OMODA C5 EV 2026, OMODA C7 2026, JAECOO 6 EV 2026, JAECOO 7 PHEV 2026 และ JAECOO 8 PHEV 2026 ในอนาคตอันใกล้
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร


Super AI Cockpit 2026 ของ OMODA & JAECOO ในครั้งนี้ ยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านจาก Hardware-defined ไปสู่ Software-defined Vehicles โจทย์สำคัญของแบรนด์รถยนต์เกิดใหม่จากจีนในการสู้ศึกในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำราคาตัวรถให้ถูกหรือแข่งกันที่ขนาดแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการสร้าง “จุดเด่นที่แตกต่างในห้องโดยสาร” (In-Cabin Differentiation)
แท็กติกการจับมือกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง ByteDance และ BytePlus เพื่อนำ Seed LLM มาใช้ คือการแก้ Pain Point เรื่องระบบสั่งงานด้วยเสียงยุคเก่าที่มักจะฟังภาษาไทยหรือภาษาท้องถิ่นไม่รู้เรื่อง ตอบคำถามแข็งกระด้าง และประมวลผลช้า
การนำ LLM มาใส่ในรถยนต์จะเปลี่ยนให้หน้าจอกลางและระบบ Infotainment กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เข้าใจบริบทการสนทนาอย่างแท้จริง สามารถโต้ตอบ ปรับโหมดการขับขี่ ปรับอุณหภูมิ เลือกเพลงตามอารมณ์ผู้ขับ หรือแม้กระทั่งช่วยวางแผนการเดินทางและแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) และความประทับใจให้กับกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ (Gen Z & Millennials) ที่ให้ความสำคัญกับสมาร์ตไลฟ์สไตล์อย่างมาก
OMODA & JAECOO ประเทศไทย ต้องพิสูจน์ให้เห็นเมื่อนำระบบ Super AI Cockpit เข้ามาติดตั้งในรถรุ่นที่ขายในไทยจริง คือเรื่องของความเร็วในการประมวลผลผ่านสัญญาณ 5G สัญญาณการเชื่อมต่อในพื้นที่อับสัญญาณ ตลอดจนการทำ Localization หรือการปรับแต่งคลังคำและภาษาไทยให้เข้าใจบริบทคำศัพท์ สแลง และสำเนียงของคนไทยได้อย่างแม่นยำ หากทำได้ราบรื่น นี่จะเป็นอีกหนึ่งอาวุธหนักที่ทำให้โดดเด่นเหนือคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันอย่างชัดเจนครับ









