เอสเอไอซี แม็กซัส (SAIC Maxus) ผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำจากประเทศจีน ประกาศเปิดตัวและเริ่มเปิดรับจอง SAIC Maxus eTerron 9 2026 อย่างเป็นทางการในตลาดยุโรปและตลาดโลก โดยถูกวางตำแหน่งเป็นรถกระบะไฟฟ้า 100% ขนาดกลางถึงใหญ่ (Medium-to-large) รุ่นแรกของแบรนด์ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่าง Interstellar GST เพื่อส่งออกไปทำตลาดต่างประเทศ ตอกย้ำการขับเคลื่อนนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่สู่มาตรฐานสากลระดับเวิลด์คลาส
สำหรับในประเทศไทย บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASAP ผู้ได้รับสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายและจัดตั้งเป็น บริษัท แม็กซัส มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Maxus Thailand) ได้ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อเตรียมบุกตลาดและส่งมอบรถในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เรียบร้อยแล้ว

SAIC Maxus eTerron 9 2026 ราคาไทย
ราคาจำหน่าย 1,6×0,000 บาท โดยมีราคาโปรโมชันพิเศษช่วงเปิดรับจองล่วงหน้า Pre-book อยู่ที่ 1,590,000 บาท
ผู้อ่านสามารถติดตามข้อมูลรุ่นรถใหม่และใช้เครื่องมือเปรียบเทียบเพิ่มเติมได้ที่ Car Database และ Compare ของ Bangkok Motorhaus เมื่อข้อมูลรุ่นนี้ถูกเพิ่มเข้าสู่ฐานข้อมูลรถในอนาคต
ดีไซน์ภายนอกและมิติตัวถัง
รูปลักษณ์ภายนอกของตัวรถสะท้อนความแข็งแกร่งและล้ำสมัยในสไตล์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต โดดเด่นด้วยการออกแบบกระจังหน้าแบบปิดทึบ พร้อมโลโก้ MAXUS ขนาดใหญ่เรืองแสงอันเป็นเอกลักษณ์ ขนาบข้างด้วยชุดไฟหน้าแบบแอลอีดีรูปทรงตัวซี (C-shaped) ที่เชื่อมต่อกันด้วยแถบไฟส่องสว่างเวลากลางวันลากยาวเต็มความกว้างของหน้าตัวถัง
เส้นสายตัวถังด้านข้างเน้นความบึกบึนด้วยซุ้มล้อขนาดใหญ่และเส้นสายเหลี่ยมสันที่เฉียบคม ฝากระโปรงหน้าและฝาท้ายกระบะควบคุมการเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมซ่อนฟังก์ชันกล่องเก็บสัมภาระด้านหน้าป้องกันสภาพอากาศ (Frunk) ขนาดใหญ่ความจุ 236 ลิตร ขณะที่ด้านท้ายติดตั้งชุดไฟท้ายแอลอีดีแนวตั้งที่เชื่อมโยงดีไซน์ให้เข้ากับชุดไฟหน้าอย่างลงตัว


โครงสร้างมิติตัวถังมีขนาดใหญ่โตและกว้างขวางเป็นพิเศษ โดยมีความยาวตัวถัง 5,500 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,997 มิลลิเมตร ความสูง 1,860 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อที่ยาวถึง 3,300 มิลลิเมตร ในส่วนของพื้นที่กระบะท้ายรองรับการใช้งานหนักด้วยความยาว 1,561 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,500 มิลลิเมตร และความลึกกระบะ 535 มิลลิเมตร
ขุมพลังไฟฟ้า 442 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร
ระบบขับเคลื่อนทรงพลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่พ่วงระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ (All-Wheel Drive) ให้พละกำลังสูงสุดรวม 442 แรงม้า หรือ 325 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ภายในเวลา 5.8 วินาที
ตัวรถติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ความจุ 102.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยอากาศและปั๊มทำความร้อน (Heat Pump) รองรับระยะทางการขับขี่สูงสุด 430 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ของยุโรป
การชาร์จ ช่วงล่าง และความสามารถใช้งานหนัก
การจัดการพลังงานรองรับระบบชาร์จไฟกระแสตรง (DC Fast Charging) กำลังไฟสูงสุด 115 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จพลังงานจาก 20% ถึง 80% ได้ภายในเวลาประมาณ 40 นาที พร้อมระบบจ่ายกระแสไฟภายนอก (V2L) ผ่านเต้ารับกำลังไฟ 2.2 กิโลวัตต์ในตัวรถ และจุดเชื่อมต่อภายนอกที่ให้กำลังไฟสูงสุดถึง 6.6 กิโลวัตต์
ระบบกันสะเทือนจัดเต็มด้วยช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ (Adaptive Air Suspension) ทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงก์ (Multi-link Rear Suspension) และโหมดการขับขี่ที่ปรับแต่งตามสภาพพื้นผิวถนนได้ถึง 6 รูปแบบ ตัวรถรองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 620 กิโลกรัม และลากจูงได้สูงสุด 3,500 กิโลกรัม พร้อมโหมด Tow Haul Mode
ห้องโดยสารและระบบความปลอดภัย
ภายในห้องโดยสารรองรับ 5 ที่นั่ง ตกแต่งหรูหราพรีเมียมด้วยวัสดุหนังแท้ เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบอุ่นเบาะและระบบนวด แผงคอนโซลติดตั้งหน้าจอระบบความบันเทิงและมาตรวัดดิจิทัลแบบคู่ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto
ด้านระบบความปลอดภัยให้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา โดยโครงสร้างตัวรถได้รับการออกแบบเพื่อมุ่งเน้นการคว้ามาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP


Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การขยับตัวครั้งสำคัญของแบรนด์ในครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่ “ผู้เล่น” หลังบ้านอย่าง บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASAP ที่กระโดดเข้ามาคว้าสิทธิ์จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการและตั้งทีม Maxus Thailand ขึ้นมาลุยตลาดเองโดยตรง ซึ่งถือเป็นการแยกไลน์บุกอย่างชัดเจน การเปิดตัว SAIC Maxus eTerron 9 2026 ด้วยราคาแนะนำ 1.6x ล้านบาท และราคา Pre-book 1.59 ล้านบาท เป็นการแสดงจุดยืนที่ต้องการท้าชนกลุ่มผู้ใช้รถกระบะเกรดพรีเมียมตัวแต่งท็อปไลน์และกลุ่มรถ SUV เชิงพาณิชย์ในไทยทันที
ข้อได้เปรียบที่เด่นชัดคือการเป็นกระบะที่สร้างบนแพลตฟอร์ม EV แท้ๆ มิติตัวถังจึงกว้างขวางใหญ่โตกว่ารถพิกัด 1 ตันทั่วไปแบบคนละไซส์ พ่วงด้วยออปชันทีเด็ดอย่างช่วงล่างถุงลมปรับอัตโนมัติ ซึ่งปกติจะมีเฉพาะใน SUV หรูราคาหลายล้านบาทเท่านั้น สเปกมอเตอร์คู่ 442 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 5.8 วินาที เป็นตัวเลขที่เหนือกว่ากระบะดีเซลแบบเดิมอย่างชัดเจน
ยิ่งผสมผสานกับฟังก์ชันใช้สอยรอบคัน ทั้งพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk) ขนาด 236 ลิตร และระบบจ่ายไฟภายนอกกำลังสูงถึง 6.6 กิโลวัตต์ รถคันนี้จึงตอบโจทย์กลุ่มสายลุย แคมปิ้ง โครงการอสังหาฯ หรือองค์กรธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องการนวัตกรรมพลังงานสะอาดไปเสริมภาพลักษณ์และบริหารต้นทุนได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาทำตลาดของ Maxus Thailand ภายใต้เงาของ ASAP จะต้องเผชิญกับโจทย์หินในการสร้างความมั่นใจระยะยาวให้กับผู้บริโภคชาวไทย ทั้งในแง่ของระยะทางการวิ่งใช้งานจริง 430 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP เมื่อต้องบรรทุกหนักเจอแดดเมืองไทย และที่สำคัญคือการเร่งขยายเครือข่ายดีลเลอร์ ศูนย์บริการ และระบบบริหารจัดการอะไหล่หลังบ้านให้รวดเร็วทันใจ เพื่อพิสูจน์ศักยภาพและความพร้อมในการยืนระยะแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ครับ



