





























Mission Efficiency เป็นรถโปรโตไทป์ที่เตรียมต่อยอดสู่ไลน์ผลิตเพื่อวางจำหน่ายจริง โดยพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์ม MEB+ ร่วมกับ ID. Polo ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเล็กสุดของค่ายโฟล์กสวาเกน ดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อรีดระยะทางขับขี่ให้ได้มากที่สุด ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.158 เท่านั้น
ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานดังกล่าวถือว่าต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรถที่สามารถวิ่งบนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย (แม้ว่าปัจจุบัน Mission Efficiency จะยังไม่มีวางจำหน่ายจริงในขณะนี้)
Kai Grünitz กรรมการบริหารของโฟล์กสวาเกน ผู้รับผิดชอบหน้าที่ดูแลการพัฒนาด้านเทคนิคระบุว่า “[Mission Efficiency] ถือเป็นสัญลักษณ์ของวิศวกรรมจากเยอรมนีที่ลูกค้าจะได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง”

แม้ว่าจะเป็นเพียงรถโปรโตไทป์ แต่ Mission Efficiency ถูกนำมาวิ่งทดสอบบนถนนจริงแล้ว โดยเป็นการเดินทางจากเมือง Wolfsburg บ้านเกิดของโฟล์กสวาเก้น ไปยังกรุง Vienna เมืองหลวงของออสเตรีย ระยะทางรวมกว่า 1,278.36 กม.
โฟล์กสวาเกนระบุว่าตลอดระยะทางตัวรถสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองไฟฟ้าเฉลี่ย 7.51 kWh ต่อ 100 กม. โดยมีความเร็วเฉลี่ยตลอดเส้นทางอยู่ที่ 67.72 กม./ชม. และมีบางช่วงทำความเร็วสูงสุดแตะ 138 กม./ชม. ระหว่างทางมีการชาร์จไฟเพียง 1 ครั้ง และเมื่อเดินทางถึงจุดหมายยังเหลือระยะทางขับขี่ 164 กม. โดยตัวเลขทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานขนาดแบตเตอรี่เพียง 54.9 kWh (Net) เท่านั้น

Mission Efficiency ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) กำลังสูงสุด 135 แรงม้า (PS) และแบตเตอรี่ High-voltage ที่ยกมาจาก ID. Polo แต่มีอัตราสิ้นเปลืองต่ำไฟฟ้ากว่าถึง 30% เมื่อใช้ความเร็วมากกว่า 80 กม./ชม. อันเป็นผลจากการออกแบบตัวถังให้มีความลู่ลมเป็นพิเศษ ทั้งตัวถังรูปทรงหยดน้ำ แผ่นปิดล้อคู่หลัง แผ่นปิดใต้ท้องรถแบบเต็มขนาด ฯลฯ
ห้องโดยสารจัดวางที่นั่งแบบ 2+2 โดยเบาะคู่หลังรองรับผู้โดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 160 เซนติเมตร พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายขนาด 481 ลิตร โครงสร้างตัวถังทำจากวัสดุอะลูมิเนียม และชิ้นส่วนตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เสริมแรงอัด (CFRP) ผสมกับเส้นใยอะรามิด (Aramid) เพื่อให้มีน้ำหนักเบาแต่คงไว้ซึ่งความแข็งแรงตามมาตรฐานเยอรมัน

เพื่อเป็นการลดน้ำหนักลงให้ได้มากที่สุด ระบบอินโฟเทนเมนท์ของ Mission Efficiency ถูกพัฒนาบนแนวคิด “Bring your own Device” โดยผู้ใช้งานสามารถนำสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของตนเองมาใช้เป็นจออินโฟเทนเมนท์ รวมถึงการใช้กล่องลำโพงบลูทูธแทนการติดตั้งลำโพงเหมือนกับรถยนต์ทั่วไป
Mission Efficiency ติดตั้งช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPhurson และระบบเบรกไฮดรอลิกจาก ID. Polo ขณะที่ระบบเบรกแบบกลไลไฟฟ้า (Electromechanical) ถูกนำมาใช้กับเบรกหลังเป็นครั้งแรก ซึ่งช่วยลดน้ำหนักและแรงเสียดทานลงเนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้สายเบรกและน้ำมันเบรกเหมือนกับระบบปกติ

โฟล์กสวาเกนระบุว่าระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียกคืนพลังงานไฟฟ้ากลับไปยังแบตเตอรี่ และยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพขณะเข้าโค้งได้อีกด้วย โดยระบบดังกล่าวถูกพัฒนาร่วมกันระหว่าง Volkswagen และ AUMOVIO (ซึ่งเป็นผู้ผลิตระบบเบรกให้ ID. Polo เช่นเดียวกัน)
ปัจจุบันโปรโตไทป์ระบบเบรกแบบใหม่ดังกล่าวได้รับการอนุมัติให้สามารถใช้งานจริงบนถนนของยุโรป และผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความแข็งแรง และความปลอดภัยจากการชนเรียบร้อยแล้ว

ไม่เพียงเท่านี้ Mission Efficiency ยังติดตั้งแผงโซลาร์เซลส์บริเวณหลังคากระจกและฝากระโปรงท้าย สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด 370 วัตต์ เพื่อป้อนให้กับระบบไฟฟ้าออนบอร์ด โดยสามารถเพิ่มระยะทางขับขี่ได้สูงสุด 30 กิโลเมตรในแต่ละวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ)
ปัจจุบันโฟล์กสวาเกนยังไม่เปิดเผยว่าจะเริ่มวางจำหน่ายจริงเมื่อใด





