NEWS

Mazda ได้เข้าโครงการ NEDO พัฒนาไบโอดีเซล HVO จากสาหร่ายขนาดเล็ก ตั้งเป้าเติมจากโรงงานให้รถดีเซลที่ผลิตในญี่ปุ่นต้นทศวรรษ 2030

Mazda (มาสด้า) ประกาศว่าโครงการวิจัยไบโอดีเซล (HVO) จากไขมันของสาหร่ายขนาดเล็กได้รับคัดเลือกเข้าโครงการของ NEDO ประเทศญี่ปุ่น ปีงบประมาณ 2026 โดยตั้งเป้านำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเติมจากโรงงานให้รถดีเซลทุกคันที่ผลิตในญี่ปุ่นช

แชร์บทความ
Mazda ได้เข้าโครงการ NEDO พัฒนาไบโอดีเซล HVO จากสาหร่ายขนาดเล็ก ตั้งเป้าเติมจากโรงงานให้รถดีเซลที่ผลิตในญี่ปุ่นต้นทศวรรษ 2030
Mazda ไบโอดีเซล HVO จากสาหร่ายขนาดเล็ก ชั้นเพาะเลี้ยงสาหร่าย
การเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็ก ขั้นแรกของไบโอดีเซล (HVO) ที่มาสด้าพัฒนาในโครงการ NEDO

ทางมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน (Mazda Motor Corporation) ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ประกาศเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 (ค.ศ. 2026) ว่าโครงการวิจัยและพัฒนา “Development of High-Density Microalgal Biofuel” ซึ่งมุ่งนำไบโอดีเซล (HVO) ที่กลั่นจากไขมันของสาหร่ายขนาดเล็ก (microalgae) ไปใช้งานจริง ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการ “Program to Develop and Promote the Commercialization of Energy Conservation Technologies to Realize a Decarbonized Society” ประจำปีงบประมาณ 2026 ของ NEDO (New Energy and Industrial Technology Development Organization)

โครงการนี้ครอบคลุมอะไรบ้าง

ทางค่ายจะนำผลวิจัยที่สะสมมาต่อยอด โดยโฟกัสที่สาหร่ายขนาดเล็ก ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำที่จะแย่งพื้นที่กับพืชอาหารหรือไปเร่งการตัดไม้ทำลายป่า และผลิตไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในพื้นที่จำกัด งานวิจัยของมาสด้าครอบคลุมทั้งกระบวนการตั้งแต่การเพาะเลี้ยงไปจนถึงการสกัดไขมัน ส่วนห่วงโซ่ทั้งหมดที่โครงการวางแนวคิดไว้แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน

  • การเพาะเลี้ยง (Cultivation)
  • การเก็บเกี่ยวและทำให้แห้ง (Recovery and drying)
  • การสกัดไขมัน (Lipid extraction)
  • การกลั่นเป็นเชื้อเพลิง (Fuel refining)
  • การนำเชื้อเพลิงไปใช้งาน (Fuel utilization)
แนวคิดการนำไบโอดีเซล HVO จากสาหร่ายไปใช้ 5 ขั้นตอน ตั้งแต่เพาะเลี้ยงถึงใช้งาน
แนวคิด 5 ขั้นตอน: มาสด้านำขั้น 1–3 ในโครงการ NEDO ส่วนการกลั่นเชื้อเพลิงทำร่วมกับอิเดมิตสึ โคซัน

ทางมาสด้ายังได้รับความร่วมมือจากอิเดมิตสึ โคซัน (Idemitsu Kosan Co., Ltd.) ในการศึกษาการผลิตไบโอดีเซลโดยใช้ไขมันที่สกัดได้เป็นวัตถุดิบ ทั้งนี้ทางค่ายระบุว่าแนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้ในการนำผลวิจัยไปใช้จริง คือการใช้ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเติมจากโรงงาน (factory-fill) ให้รถดีเซลทุกคันที่ผลิตในโรงงานของมาสด้าในญี่ปุ่น ภายในต้นทศวรรษ 2030

Mazda CX-80
Mazda CX-80 ภาพประกอบขั้นการนำเชื้อเพลิงไปใช้งานในข่าวของมาสด้า

ทำไมต้องสาหร่ายขนาดเล็ก

HVO (hydrotreated vegetable oil) คือน้ำมันดีเซลหมุนเวียนที่ผลิตจากวัตถุดิบอย่างน้ำมันพืชใช้แล้วและน้ำมันพืช ส่วนไบโอดีเซลที่ผลิตจากไขมันของสาหร่ายถูกมองว่าเป็นเชื้อเพลิงเหลวที่มีอนาคตในการช่วยให้เกิดสังคมคาร์บอนนิวทรัล จุดที่ทำให้มาสด้าเลือกสาหร่ายคือข้อได้เปรียบเรื่องไม่แย่งพืชอาหาร และใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับการปลูกพืชน้ำมัน

ผลวิจัยที่สะสมมาตั้งแต่ทศวรรษ 2010

มาสด้าวิจัยเชื้อเพลิงจากสาหร่ายขนาดเล็กมาตั้งแต่ทศวรรษ 2010 ผ่านการวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาและการทดลองเพาะเลี้ยงในโรงงานของบริษัท ปัจจุบันทางค่ายมีเทคโนโลยีผลิตไขมันจากสาหร่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยืนยันแล้วว่าถังเพาะเลี้ยงขนาด 1,000 ลิตร สามารถผลิตเชื้อเพลิงได้มากกว่า 1 ลิตรในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จากนี้จะเดินหน้าพัฒนาต่อเพื่อให้ใช้งานได้จริง

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 (2026) มาสด้ากับนิปปอน เอ็กซ์เพรส (Nippon Express) เพิ่งเริ่มการทดลองใช้ไบโอดีเซลในงานจริง ซึ่งเป็นอีกก้าวของแนวทางเชื้อเพลิงชีวภาพที่ทางค่ายเดินคู่กับโครงการสาหร่าย

คำกล่าวของผู้บริหาร

ทาเคจิ โคจิมะ (Takeji Kojima) กรรมการ Corporate Leadership Executive Officer และ Chief Strategy Officer (CSO) ของมาสด้า กล่าวว่า มาสด้ากำลังทำงานร่วมกับบริษัทพันธมิตรและหน่วยงานภาครัฐที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน เพื่อช่วยสร้างสังคมพลังงานหมุนเวียนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูมิภาค ภายใต้ Multi-Solution Strategy เพื่อรับมือความท้าทายสำคัญของการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน และเชื่อว่าการแพร่หลายของไบโอดีเซล (HVO) จากสาหร่ายขนาดเล็กจะช่วยให้ญี่ปุ่นพึ่งพาพลังงานในประเทศได้มากขึ้น ส่งเสริมการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถทางอุตสาหกรรม พร้อมระบุว่าเมื่อมองไปถึงปี 2035 ทางค่ายยังมุ่งมั่นสู่วิสัยทัศน์ “The Joy of Driving Fuels a Sustainable Tomorrow”

ภาพใหญ่ของมาสด้า

แนวทาง Multi-Solution ที่โคจิมะพูดถึงคือเส้นเดียวกับที่ทางค่ายประกาศใน Lean Asset Strategy เมื่อเดือนมีนาคม 2568 (2025) ซึ่งมองช่วงถึงปี 2030 เป็นยุคเริ่มต้นของไฟฟ้าและใช้หลายขุมพลังควบคู่กัน ต่อมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 (2026) มาสด้าปรับงบลงทุนด้านไฟฟ้าสะสมปี 2022–2030 ลงเหลือ 1.2 ล้านล้านเยน (จากเดิม 1.5 ล้านล้านเยน) และขยายไฮบริดจาก 1 รุ่นเป็น 4 รุ่น โครงการไบโอดีเซลจากสาหร่ายจึงเป็นอีกชิ้นของแผนที่ไม่ได้พึ่งรถไฟฟ้าเพียงทางเดียว ขณะที่ฝั่งไทยทางมาสด้ากำลังเดินเกมรถไฟฟ้าร่วมพัฒนากับ Changan ทั้ง Mazda6e และ Mazda CX-6e ที่เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2569

Bangkok Motorhaus มองอย่างไร

ข่าวนี้บอกว่ามาสด้าไม่ได้ทิ้งเครื่องยนต์สันดาปแล้วรอให้รถไฟฟ้ามาแทนที่ แต่กำลังหาทางทำให้เชื้อเพลิงในถังสะอาดขึ้นแทน ซึ่งสอดคล้องกับการลดงบไฟฟ้าและเพิ่มไฮบริดที่เห็นในปีนี้ จุดที่น่าสังเกตคือตัวเลขจากถังเพาะเลี้ยง 1,000 ลิตรที่ได้เชื้อเพลิงมากกว่า 1 ลิตรในราว 2 สัปดาห์ ยังห่างจากปริมาณที่ต้องใช้เติมรถดีเซลทุกคันมาก เป้าหมายต้นทศวรรษ 2030 จึงขึ้นอยู่กับว่าขั้นการขยายกำลังผลิตและต้นทุนจะไปได้ไกลแค่ไหน ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลข

สำหรับผู้ใช้รถดีเซลในไทย เรื่องนี้ยังเป็นเพียงทิศทางของบริษัทแม่ ไม่ใช่ข่าวที่เปลี่ยนสิ่งที่เติมในรถวันนี้ แต่ก็เป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตกำลังมองเชื้อเพลิงหมุนเวียนเป็นทางเลือกคู่กับรถไฟฟ้า ถ้าเชื้อเพลิงจากสาหร่ายผลิตได้จริงในปริมาณมากและราคาสมเหตุสมผล คุณคิดว่ารถดีเซลที่ใช้งานอยู่ควรมีที่ทางในยุคคาร์บอนนิวทรัลต่อไปหรือไม่?

NEWS x CAR DATA

รถที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์นี้

เปิดข้อมูลรุ่นรถ ราคา สเปก รุ่นย่อย เปรียบเทียบ และสร้างภาพแชร์จากฐานข้อมูล Bangkok Motorhaus

ดู Car Database

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Scroll to Top