
เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดรับคำสั่งจอง Torcal (ทอร์คัล) ยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดของค่าย ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ราคาเริ่มต้น 13.89 ล้านบาท
ทางค่ายระบุว่าราคาเริ่มต้นดังกล่าวอ้างอิงจากโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) นำเข้า ณ ปัจจุบัน และอาจเปลี่ยนแปลงหลังภาครัฐประกาศปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่อย่างเป็นทางการ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2569) ผู้ซื้อยังได้รับการรับประกันแบตเตอรี่ไฟฟ้า 10 ปี หรือ 258,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต และบริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (24-hour Bentley Roadside Assistance) นาน 3 ปีเต็ม
- ราคาเริ่มต้น 13.89 ล้านบาท (อ้างอิงโครงสร้างภาษีสรรพสามิต BEV นำเข้า ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2569)
- ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน มอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร 2 ตัว
- แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ความจุสุทธิรวม 113 กิโลวัตต์-ชั่วโมง แรงดันปกติ 800 โวลต์
- รุ่น S กำลังสูงสุด 888 แรงม้า (PS) แรงบิด 1,350 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที
- พิสัยการเดินทางสูงสุด 600 กม. ชาร์จ 10% ถึง 80% ได้ในเวลาไม่ถึง 20 นาทีด้วยกำลังไฟ 400 กิโลวัตต์
- ความยาวตัวถัง 5 เมตร พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง 460 ลิตร และด้านหน้า 90 ลิตร
- ช่วงล่างแบบแอคทีฟเต็มรูปแบบและระบบบังคับเลี้ยวสี่ล้อแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นมาตรฐาน
ดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและล้ำสมัย
ทีมออกแบบ ณ เมืองครูว์ นำโดย โรบิน เพจ (Robin Page) ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ถ่ายทอดภาษาการออกแบบใหม่ที่ยังสะท้อนดีเอ็นเอของเบนท์ลีย์ จุดเด่นแรกคือสัดส่วนที่มีฐานล้อยาว ระยะด้านหน้าและด้านหลังสั้น ประกอบกับหลักการ ‘ฝากระโปรงหน้าแบบไร้ขอบ’ (Endless Bonnet) ที่เน้นความยาวและบุคลิกเฉพาะตัวของแบรนด์


ส่วนหน้าตีความกลิ่นอายของ Continental T รถระดับตำนานของค่ายผ่านเทคโนโลยีระบบไฟล้ำสมัยและกระจังหน้าลายเพชรแบบเรืองแสง ขณะที่ส่วนท้ายใช้เส้นสายกราฟิกเรียบง่ายจนเกิดรูปทรงเปรียบเสมือน ‘โล่แห่งความสง่างาม’ (Prestigious Shield) ซึ่งเคยปรากฏครั้งแรกในรถต้นแบบ EXP 15 ห้องโดยสารที่ลาดไปด้านหลังเหนือซุ้มล้อหลัง ทีมออกแบบเปรียบว่าเหมือน ‘สัตว์ร้ายที่กำลังพักผ่อน’ (Resting Beast)


ลวดลายรูปทรงเพชรแทรกอยู่ทั่วทั้งคัน บางจุดแสดงออกชัดเจน บางจุดอยู่ในรูปพื้นผิวและสัมผัส ส่วนพื้นผิวตัวถังตั้งใจลดเส้นสายที่ไม่จำเป็นลง เพื่อให้พื้นผิวและสัดส่วนสร้างอารมณ์ของรถเอง



ล้ออัลลอยด์มีให้เลือก 5 ดีไซน์ รุ่นมาตรฐานใช้ล้อขนาด 21 นิ้ว ส่วนรุ่น S ใช้ล้อขนาด 22 นิ้วแบบก้านคู่ 10 ก้านเป็นมาตรฐาน และมีล้อ 22 นิ้วให้เลือกเพิ่มอีก 3 รูปแบบ รวมถึงล้อที่ออกแบบเพื่อประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ ยางมีให้เลือกทั้งขนาด 21 และ 22 นิ้ว รวมถึงยาง All-season ขนาด 22 นิ้ว นอกจากนี้ Torcal ยังเป็นรถเบนท์ลีย์รุ่นแรกที่ใช้โลโก้เบนท์ลีย์ที่ออกแบบใหม่ให้ทันสมัยขึ้น


ห้องโดยสารและเบาะโดยสาร
แผงหน้าปัดยังได้แรงบันดาลใจจากโลโก้ ‘Bentley Wings’ เน้นความสมมาตรและสมดุล พื้นผิวเรียบช่วยให้วัสดุแท้อย่างหนัง ขนสัตว์ วีเนียร์ และอะลูมิเนียมเผยเสน่ห์ในตัวเอง ปุ่มควบคุมและช่องระบายอากาศทรงกลมออกแบบใหม่ โดยปุ่มควบคุมยังอยู่ที่คอนโซลกลางและพวงมาลัย ให้ผู้ขับสัมผัสฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ



เบาะโดยสารออกแบบใหม่ทั้งหมด รุ่นมาตรฐานมาพร้อมระบบปรับไฟฟ้า 16 ทิศทาง ระบบปรับอุณหภูมิเบาะ ระบบระบายอากาศ ปีกเบาะที่ปรับระดับได้ และฟังก์ชันนวดแบบใหม่ ส่วนนวัตกรรม Postural Adjust และ Smart Seat Climate เป็นตัวเลือก โดยระบบจะปรับรูปทรงเบาะต่อเนื่องเพื่อกระจายแรงกดทับ และปรับระบบทำความร้อนและระบายอากาศให้อุณหภูมิผู้โดยสารเป็นไปตามระดับที่ตั้งไว้ แพ็กเกจ Wellness Seat Specification ขยายระบบนวดจากพนักพิงไปยังเบาะรองนั่ง นวดได้ทั้งขา หลัง และหัวไหล่

เบาะด้านหลังรองรับผู้โดยสารได้ 3 คน พร้อมระบบเบาะพับด้วยไฟฟ้าซึ่งเป็นครั้งแรกในรถเบนท์ลีย์ ส่วนหลังคาซันรูฟแบบกระจกปรับความโปร่งแสงได้รุ่นใหม่ในดีไซน์ ‘Frosted Diamond’ ให้ลูกค้าปรับระดับแสงและบรรยากาศในห้องโดยสารตามต้องการ


ขุมพลังไฟฟ้าและช่วงล่าง
Torcal เป็นรถเบนท์ลีย์รุ่นแรกที่ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน พละกำลังสูงสุด 888 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 1,350 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที ทางค่ายระบุว่าสมรรถนะระดับนี้เป็นสิ่งที่ทีมวิจัยและพัฒนาตั้งใจกำหนด โดยอิงข้อมูลที่ว่าลูกค้าส่วนใหญ่รู้สึกไม่สบายตัวเมื่ออัตราเร่งรุนแรงเกินระดับดังกล่าว ตัวรถใช้มอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร 2 ตัว เป็นแบบน้ำมันแห้งและเติมน้ำมันตลอดอายุการใช้งาน มอเตอร์หน้าใช้เฟืองท้ายแบบเปิด ส่วนมอเตอร์หลังใช้เฟืองท้ายแบบล็อกได้พร้อมคลัตช์แบบหลายแผ่นบนเพลาส่งกำลังแต่ละตัว

ชุดแบตเตอรี่แรงดันสูงประกอบด้วยเซลล์ลิเธียมไอออนแบบ Pouch cell 192 เซลล์ต่ออนุกรมกัน แรงดันปกติ 800 โวลต์ ความจุสุทธิรวม 113 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ได้รับการรับประกันครอบคลุม 160,000 ไมล์ หรือ 10 ปี ด้านช่วงล่าง Torcal เป็นรถเบนท์ลีย์คันแรกที่ติดตั้งระบบช่วงล่างแบบแอคทีฟเต็มรูปแบบ พร้อมโช้คอัพแบบปรับได้สองวาล์ว โช้คแต่ละตัวยกขึ้นหรือลดลงได้อย่างอิสระและทันที โดยไม่ต้องใช้เหล็กกันโคลง ระบบบังคับเลี้ยวสี่ล้อแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นมาตรฐาน ล้อหลังเลี้ยวได้สูงสุด 5 องศา ลดรัศมีวงเลี้ยวเหลือ 11.1 เมตร
ระบบเบรกมาตรฐานเป็นแบบเหล็ก (Iron) จานเบรกหน้าขนาด 420 มม. และหลังขนาด 370 มม. ลูกค้าเลือกอัปเกรดเป็นเบรกเซรามิก Carbon Silicon Carbide (CSiC) ที่ใช้จานหน้า 440 มม. และจานหลัง 410 มม. ได้ โดยมีคาลิปเปอร์สีดำ สีแดง หรือสีเทา และมีอีก 3 สีพิเศษผ่านบริการของ Bentley Mulliner ทางค่ายระบุว่า Torcal ให้ความสะดวกสบายเทียบเท่ารุ่น Flying Spur และสมรรถนะที่คล่องตัวไม่ต่างจากรุ่น Continental GT Speed พร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 รูปแบบ
รุ่นมาตรฐานและรุ่น S
Torcal เปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่น รุ่นมาตรฐานให้กำลัง 821 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 1,194 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ส่วนรุ่น S เน้นสมรรถนะสไตล์สปอร์ต ให้กำลัง 888 แรงม้า (PS) และแรงบิด 1,350 นิวตันเมตรเมื่อเปิดใช้ Launch Control เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 260 กม./ชม. รุ่นมาตรฐานมีอุปกรณ์ตกแต่งเฉดสีเงินซาติน การตกแต่งภายในแบบทูโทน และแผงลายไม้ Open Pore Crown Cut Walnut เป็นมาตรฐาน ส่วนรุ่น S มีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้
- ชุดแต่งภายนอกและครอบกระจกมองข้างสีดำ ไฟท้ายรมดำ
- ดิฟฟิวเซอร์หลัง สเกิร์ตข้างสไตล์สปอร์ต และกันชนหน้าสปอร์ต
- คาลิปเปอร์เบรกสีแดง ตราสัญลักษณ์ ‘S’ ที่บังโคลนหน้า พร้อมโลโก้เบนท์ลีย์สีดำ
- ลวดลายแบ่งสีแบบ S การควิลต์ และการเดินเส้นด้ายที่ออกแบบเฉพาะ
- แป้นเบรกสไตล์สปอร์ต วีเนียร์ Piano Black
- กาบบันไดแบบเรืองแสงและไฟสร้างบรรยากาศภายในแบบ Dynamic Waterfall
อรรถประโยชน์และเทคโนโลยีช่วยขับขี่
Torcal มีความยาวตัวถัง 5 เมตร ทางค่ายระบุว่าเป็นรถยนต์ 4 ประตูที่กะทัดรัดที่สุดของแบรนด์ แต่ยังให้พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง 460 ลิตร ด้านหน้าอีก 90 ลิตร รัศมีวงเลี้ยว 11.1 เมตร พิสัยการเดินทางสูงสุด 600 กม. และรองรับการชาร์จ 10% ถึง 80% ในเวลาไม่ถึง 20 นาทีด้วยกำลังไฟ 400 กิโลวัตต์ ซึ่งเพิ่มระยะทางขับขี่ได้ 161 กม. ในเวลาชาร์จเพียง 7 นาที
ระบบ ADAS ล่าสุดใช้เรดาร์ เซ็นเซอร์ และกล้องรวม 25 ตัวรอบตัวรถ ช่วยทั้งการขับขี่และการจอด เช่น ถอยกลับไปยังจุดที่ระบุไว้ก่อนหน้าโดยอัตโนมัติเมื่อพบสิ่งกีดขวางบนถนนแคบ ระบบช่วยลากจูง ระบบนำรถเข้าจอด การจอดขนานขอบทางที่ช่วยป้องกันความเสียหายต่อขอบล้อ และการสั่งจอดระยะไกลผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งเรียนรู้และจดจำรูปแบบการจอดเฉพาะได้ ประตูไฟฟ้าทั้ง 4 บานควบคุมด้วยเรดาร์ เปิดและปิดเองได้ ผู้โดยสารสั่งปิดได้เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยหรือสั่งผ่านหน้าจอสัมผัสหลัก ส่วนผู้ขับปิดประตูฝั่งตนเองได้เพียงเหยียบแป้นเบรก
เสียงและโหมดประสบการณ์การเดินทาง
ทีมพัฒนาสร้าง Bentley Dynamic Symphony จากจังหวะของเครื่องยนต์ V8 โดยใช้เครื่องดนตรีจริง ทั้งกลอง ไวโอล่า และกีตาร์เบส ไม่พึ่งการเลียนเสียงด้วยอิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว ระดับเสียงจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้โหมด Sport และปิดการทำงานได้สมบูรณ์ เสียงสัญญาณไฟเลี้ยวบันทึกจากจังหวะค้อนกระทบหนังแท้ในเวิร์กช็อปงานหุ้มเบาะของเบนท์ลีย์ ส่วนเสียงแจ้งเตือนบนหน้าจอถอดแบบจากเสียงแก้วคริสตัล ระบบเครื่องเสียงมี 2 แบบ เริ่มต้นที่ 620 วัตต์ ลำโพง 16 ตัว และแบบที่พัฒนาร่วมกับ Naim กำลังขับ 1,780 วัตต์ ลำโพง 28 ตัว พร้อม Kinaesthetic Seat Shakers ลำโพงที่พนักพิงศีรษะคู่หน้า และรองรับ Dolby Atmos 7.1



โหมดประสบการณ์การเดินทาง (Experience Modes) 4 รูปแบบผสานแสง สี เสียง ระบบปรับอากาศ การไหลเวียนอากาศ และข้อมูลดิจิทัล ได้แก่ โหมด Bentley เน้นความอบอุ่นและสมดุล โหมด Comfort ลดสิ่งรบกวนและซ่อนข้อมูลที่ไม่จำเป็น โหมด Sport เสียงสมจริงขึ้นและการตอบสนองของแสงชัดขึ้น และโหมด Refresh เพิ่มการหมุนเวียนอากาศบริสุทธิ์และปรับแสงให้สว่างขึ้น ห้องโดยสารมีหน้าจอ OLED แบบโค้ง ระบบจดจำใบหน้าเพื่อเรียกการตั้งค่าส่วนบุคคล โทรศัพท์มือถือใช้เป็นกุญแจรถ (Mobile Device Key) ได้ และมีระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้าแบบ Augmented Reality ที่ฉายคำแนะนำเส้นทางและสัญลักษณ์ ADAS ลงบนพื้นถนนในระดับสายตาผู้ขับ
วัสดุตกแต่งที่คัดสรรอย่างยั่งยืน
เบนท์ลีย์ร่วมมือกับ Fox Brothers บริษัทจากซอมเมอร์เซ็ตที่เชี่ยวชาญการทอผ้าขนแกะคุณภาพสูงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 พัฒนาผ้าสำหรับรถยนต์จากขนแกะเมอริโนแท้ 100% เป็นครั้งแรกของโลก และเป็นผ้าขนแกะสำหรับยานยนต์ชนิดแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Responsible Wool Standard (RWS) ส่วน Ombré Walnut by Mulliner พื้นผิวใหม่สำหรับ Torcal ทำจากเศษไม้วอลนัท 1,000 ชั้นกับกระดาษคราฟต์ที่คัดสรรอย่างยั่งยืน อัดเข้าด้วยกันแล้วตัดให้หนาไม่ถึงหนึ่งมิลลิเมตร ไล่เฉดวอลนัท 4 เฉด จากดำเข้มไปจนถึงเทาอ่อน
Sunburst Aluminium จาก Bentley Mulliner เปิดตัวเป็นครั้งแรก โดยตีความแผงอะลูมิเนียมขัดเงาแบบ Engine-turned ของรถเบนท์ลีย์ในอดีตใหม่ ด้วยลวดลายขัดเงาสามทิศทาง ด้านการตกแต่งภายในมีหนังแท้โทน Olive Tan 15 เฉดสี (รวมเฉดใหม่ Teal, Terra และ Glaze) จับคู่วัสดุ Dinamica 15 เฉดสี และผ้าขนสัตว์ Merino แท้อีก 5 เฉดสี พร้อมวีเนียร์ 6 แบบ พื้นผิวแบบ Technical 2 แบบ และพื้นผิวแบบ Piano 6 เฉดสี ได้แก่ Black, Gravity Grey, Linen, Teal, Imperial Blue และ Cricket Ball
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
Torcal คือการวางตำแหน่งรถไฟฟ้าคันแรกของเบนท์ลีย์ให้อยู่ในภาษาเดิมของแบรนด์ ทั้งฝากระโปรงหน้าไร้ขอบ วัสดุแท้ งานฝีมือแบบ Mulliner และเสียงที่ออกแบบด้วยเครื่องดนตรีจริง แทนที่จะขายด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว ตัวเลข 888 แรงม้า และ 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาทีของรุ่น S ถูกวางคู่กับคำอธิบายว่าทีมพัฒนาตั้งใจจำกัดอัตราเร่งไว้ที่ระดับที่ลูกค้าไม่รู้สึกอึดอัด ซึ่งบอกว่าค่ายต้องการให้ความนุ่มนวลและความหรูหรามาก่อนสมรรถนะดิบ อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือหมายเหตุเรื่องราคา เพราะ 13.89 ล้านบาทผูกกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต BEV นำเข้าในปัจจุบัน
ราคาเริ่มต้นนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อภาครัฐประกาศโครงสร้างภาษีใหม่อย่างเป็นทางการ และผู้ซื้อกลุ่มนี้จะให้น้ำหนักกับพิสัย 600 กม. และการชาร์จด้วยกำลังไฟ 400 กิโลวัตต์ เทียบกับประสบการณ์ภายในห้องโดยสารและงานฝีมือที่เบนท์ลีย์เน้นมากเพียงใด สำหรับรถระดับนี้ อะไรคือเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจเข้าสู่รถไฟฟ้า







