
นิสสัน ประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนการสื่อสารอย่างต่อเนื่องในเดือนกันยายน 2569 ด้วยการต่อยอดแคมเปญใหญ่ “ทุกนาทีมีค่า (Every Minute Matters)” ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุดที่สร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภค จากประเด็นเรื่องระยะเวลาที่ต้องสูญเสียไปกับการรอคอย ให้กลายเป็นการมองเห็นคุณค่าของเวลาในการใช้ชีวิต พร้อมตอกย้ำจุดยืนทางเทคโนโลยีขุมพลัง e-POWER ภายใต้แนวคิดหลัก “ชีวิตไปต่อ ไม่ต้องรอชาร์จ”
เนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานความเข้าใจในวิถีชีวิตยุคปัจจุบัน โดยเลือกถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวละครที่มีความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิต พร้อมออกไปสัมผัสประสบการณ์และกิจกรรมที่หลากหลายในแต่ละวัน การเล่าเรื่องนำเสนออย่างกระชับ รวดเร็ว และสนุกสนาน สะท้อนให้เห็นว่าเวลาที่ไม่ต้องติดอยู่กับการรอคอย สามารถนำกลับมาสร้างประโยชน์และความสุขได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังจุดหมายใหม่ การใช้เวลากับครอบครัวและคนที่รัก หรือการจัดการเรื่องสำคัญส่วนตัว
ในมิติด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ทางผู้ผลิตได้เชื่อมโยงแนวคิดดังกล่าวเข้ากับจุดเด่นของระบบขับเคลื่อน นิสสัน e-POWER 2026 อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นขุมพลังที่ขับเคลื่อนล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ให้อัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจและนุ่มนวลเงียบสงบเสมือนรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ทว่าใช้เครื่องยนต์เบนซินทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนสู่ระบบ จึงขจัดข้อจำกัดเรื่องการวางแผนหาตู้ชาร์จหรือการจอดรอชาร์จไฟตามสถานีลงอย่างสิ้นเชิง ช่วยมอบอิสระและความยืดหยุ่นในการจัดสรรตารางเวลาการเดินทางของผู้ขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ



สำหรับกลยุทธ์การสื่อสารในเฟสนี้ ทางนิสสัน ประเทศไทย ได้วางแผนเผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณาผ่านช่องทางที่หลากหลายและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางสู่ออดิโอสตรีมมิ่งยอดนิยมอย่าง Spotify และ JOOX เพื่อให้สารของแคมเปญเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร


การขยับตัวของ นิสสัน ประเทศไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาเชิงการตลาดที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางกระแสการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขับเคี่ยวกันด้วยสงครามราคาและสเปกของสถานีชาร์จ ทางนิสสันเลือกที่จะไม่ปะทะด้วยข้อมูลทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่หยิบยกเอา “เวลา” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้มาเป็นตัวเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึก
เทคโนโลยี e-POWER ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานในประเทศไทยได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะผู้ขับขี่ที่ต้องการสัมผัสสมรรถนะการขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า 100% แต่ยังต้องการความคล่องตัวและไร้ความกังวลเรื่องการรอคอยในชั่วโมงเร่งด่วนหรือช่วงเทศคราวเดินทางไกล





