
บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดตัวยางรถยนต์สปอร์ตพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุด BRIDGESTONE POTENZA SPORT EVO 2026 อย่างเป็นทางการในงาน IMPACT Speed Fest 2026 ชูแนวคิด ‘Ultimate Control, Superior Performance’ ยกระดับการตอบสนองพวงมาลัย การควบคุมที่เฉียบคม และการยึดเกาะถนนระดับสูงสุด พร้อมชูนวัตกรรมออกแบบพิเศษเพื่อรองรับน้ำหนักและแรงบิดมหาศาลของรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ready) และรถยนต์สมรรถนะสูงยุคใหม่
BRIDGESTONE POTENZA SPORT EVO 2026 ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในทุกมิติเมื่อเทียบกับยางรุ่นก่อนหน้า (POTENZA Sport) โดยมาพร้อมจุดเด่น 5 ประการหลัก ดังนี้



- ระยะเบรกบนถนนเปียกสั้นลง 5%: การันตีมาตรฐานการยึดเกาะบนถนนเปียกระดับสูงสุด (Wet Grip Index: A Grade) ในทุกขนาดยาง
- ระยะเบรกบนถนนแห้งสั้นลง 2%: โครงสร้างบล็อกดอกยางรูปทรงโค้งมนช่วยลดการบิดตัว และเพิ่มพื้นที่สัมผัสหน้ายางกับพื้นถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- โครงสร้างเสริมความแข็งแรง Aramid & Nylon Fiber: โครงสร้างหน้ายางเสริมเส้นใยไนลอนและอารามิด เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่และการคุมพวงมาลัยที่แม่นยำในทุกระดับความเร็ว
- อายุการใช้งานยาวนานขึ้น 15%: พัฒนาส่วนผสมเนื้อยางคอมพาวด์และโครงสร้างใหม่ ช่วยยืดอายุการใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 6,000 กิโลเมตร
- ลดแรงต้านทานการหมุน (RRC) สูงสุด 6%: ยางมีน้ำหนักเบาและไหลลื่นยิ่งขึ้น ช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงและเพิ่มระยะทางการขับขี่ต่อการชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV Ready)



สำหรับ BRIDGESTONE POTENZA SPORT EVO 2026 พร้อมออกวางจำหน่ายในปี 2569 ครอบคลุมทั้งหมด 71 ขนาด ตั้งแต่ขอบ 18 นิ้ว ไปจนถึงขอบ 22 นิ้ว โดยเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 5,150 บาทต่อเส้น



Bangkok Motorhaus มองอย่างไร






การเปิดตัว BRIDGESTONE POTENZA SPORT EVO 2026 ถือเป็นแท็กติกการรับมือการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ (EV & High-Performance Transition) ที่ตรงจุดอย่างยิ่งของบริดจสโตน ในสภาวะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ทั้งจากค่ายยุโรปและค่ายจีนกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย Pain Point สำคัญของรถ EV คือน้ำหนักตัวถังที่มากกว่าปกติจากแบตเตอรี่ และแรงบิดมหาศาลที่มารวดเร็วทันทีตั้งแต่กดคันเร่ง ซึ่งหากใช้ยางสปอร์ตทั่วไป ยางจะสึกหร่อย่างรวดเร็วและมีระยะเบรกที่ยาวขึ้น



การที่บริดจสโตนเลือกอัปเกรดไลน์อัปยอดฮิตอย่าง POTENZA Sport มาเป็นเวอร์ชัน EVO ด้วยการปรับโครงสร้างแบบ Hybrid Crown เสริมเส้นใย Aramid และลดค่าความต้านทานการหมุน (RRC) ลง 6% จึงเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะรักษาฐานลูกค้ารถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปเดิมไว้ได้แล้ว ยังขยายไปคว้ากลุ่มผู้ใช้รถ EV สมรรถนะสูงที่มองหายางเกรดสปอร์ตที่หนึบ ปลอดภัยบนถนนเปียกะระดับ Wet Grip Grade A และใช้งานได้ทนทานยาวนานขึ้นกว่าเดิม 15% ยิ่งไปกว่านั้น



การเปิดตัวด้วยขนาดยางที่มากถึง 71 ขนาด ตั้งแต่ขอบ 18–22 นิ้ว ในราคาเริ่มต้น 5,150 บาท ยิ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับแบรนด์ยางสปอร์ตพรีเมียมคู่แข่งในตลาดอาฟเตอร์มาร์เก็ตได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ หากบริดจสโตนสามารถกระจายสินค้าเข้าสู่ศูนย์บริการ Cockpit และร้านยางชั้นนำทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว ยางรุ่นนี้จะกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ของสายขับขี่สปอร์ตและผู้ใช้รถ EV แรงบิดสูงอย่างแน่นอนครับ





