NEWS

เบนท์ลีย์ ปรับ CI แบรนด์ เริ่มที่โชว์รูม Jack Barclay ลอนดอน รับการเปิดตัว Torcal รถไฟฟ้ารุ่นแรก

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เปิดตัวอัตลักษณ์องค์กร (Corporate Identity) ใหม่สำหรับโชว์รูมทั่วโลก เริ่มที่ Jack Barclay ในกรุงลอนดอน เพียงหนึ่งวันหลังเปิดตัว Torcal รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกของแบรนด์ ก่อนนำไปใช้กับเครือข่ายกว่า 220 แ

แชร์บทความ
เบนท์ลีย์ ปรับ CI แบรนด์ เริ่มที่โชว์รูม Jack Barclay ลอนดอน รับการเปิดตัว Torcal รถไฟฟ้ารุ่นแรก
โชว์รูมเบนท์ลีย์ Jack Barclay มุมถนนในกรุงลอนดอน
ภายนอกโชว์รูม Jack Barclay ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นที่เปิดตัวแนวคิดอัตลักษณ์องค์กรใหม่

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เปิดตัวอัตลักษณ์องค์กร (Corporate Identity) ใหม่สำหรับผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการทั่วโลก เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 (ค.ศ. 2026) เพียงหนึ่งวันหลังเปิดตัว Torcal รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกและไลน์รุ่นใหม่ของแบรนด์ เป้าหมายคือเปลี่ยนโชว์รูมแบบดั้งเดิมให้เป็นพื้นที่หรูหราที่มอบประสบการณ์น่าประทับใจ และเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีดิจิทัล แนวคิดนี้เปิดตัวที่ Jack Barclay ในกรุงลอนดอน และจะกำหนดรูปแบบประสบการณ์ลูกค้าผ่านเครือข่ายผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายกว่า 220 แห่งในกว่า 60 ประเทศ

Jack Barclay ก่อตั้งในกรุงลอนดอนเมื่อปี พ.ศ. 2470 และตั้งชื่อตาม John Donald ‘Jack’ Barclay นักแข่งรถเบนท์ลีย์ผู้โด่งดังในช่วงปี พ.ศ. 2463 ปัจจุบันเป็นตัวแทนจำหน่ายเบนท์ลีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเปิดตัวแนวคิดใหม่นี้

โชว์รูมแนวใหม่ต่างจากเดิมอย่างไร

แนวคิดใหม่เกิดขึ้นเพื่อยกย่องมรดกกว่า 107 ปีของแบรนด์ และสร้างสมดุลระหว่างเอกลักษณ์ที่กำลังพัฒนากับความคาดหวังของลูกค้ายุคนี้ โชว์รูมไม่ได้จัดวางรถเป็นเส้นตรงแบบเดิมอีกต่อไป แต่ใช้พื้นที่ที่ได้แรงบันดาลใจจากงานบริการต้อนรับ ออกแบบให้ลูกค้าค้นพบสิ่งใหม่และปรับแต่งรถเฉพาะตัวได้ สถาปัตยกรรม วัสดุที่สัมผัสได้ และเทคโนโลยีดิจิทัลผสานกันตั้งแต่การออกแบบรถรุ่นใหม่ การเลือกสัมผัสงานฝีมือและวัสดุ ไปจนถึงการส่งมอบรถคันที่สั่งทำพิเศษ

โชว์รูมเบนท์ลีย์ Jack Barclay ยามค่ำคืนพร้อมป้ายไฟโลโก้ปีก
ภายนอกโชว์รูมยามค่ำคืน ระบบไฟผสานกับลวดลายเพชรของแบรนด์

ภายนอกอาคาร การออกแบบใหม่ผสานระบบไฟเข้ากับลวดลายรูปทรงเพชรอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ผ่านการตีความใหม่ ทำให้โชว์รูมโดดเด่นเมื่อมองจากถนน

ภายใน ทางเข้าเป็นผนังกระจกโค้งนำลูกค้าเข้าสู่โซนบาร์ ซึ่งเข้ามาแทนที่เคาน์เตอร์ต้อนรับแบบเดิม เพื่อให้บรรยากาศเป็นกันเองและผ่อนคลายขึ้น

โซน Atelier หัวใจของโชว์รูม

หัวใจของพื้นที่แต่ละส่วนคือโซน ‘Atelier’ ซึ่งนำศิลปะงานฝีมือจากโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ณ เมืองครูว์ มาไว้ในโชว์รูม ให้ลูกค้าได้สัมผัสและเลือกวัสดุหลากหลาย ทั้งหนัง วีเนียร์ วัสดุตกแต่งพื้นผิว และเฉดสีต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลควบคู่ตัวอย่างวัสดุจริง เช่น ระบบปรับแต่งรถแบบ 3 มิติที่เชื่อมต่อกับจอ LED ขนาดใหญ่ ลูกค้าและผู้แทนจำหน่ายจึงสลับระหว่างการสัมผัสวัสดุจริงกับระบบดิจิทัลได้อย่างลื่นไหล เพื่อให้รถตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคลมากที่สุด

รถเบนท์ลีย์จัดแสดงในพื้นที่แสดงรถและเลานจ์ที่ผ่อนคลายกว่าการจัดแสดงแบบเดิม พร้อมพื้นที่ส่งมอบรถโดยเฉพาะ ซึ่งสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าก่อนพบรถคันใหม่ หรือก่อนเริ่มทดลองขับ โดยใช้จอแสดงผลดิจิทัลและแสงไฟที่เลือกสรรมาอย่างดี

ในแง่การออกแบบ รูปทรงสถาปัตยกรรมโค้งมนได้แรงบันดาลใจจากโลโก้รูปปีก ลวดลายเพชรของแบรนด์ปรากฏบนสถาปัตยกรรมและวัสดุ พร้อมเฉดสีเขียวเบนท์ลีย์ ขณะที่แสงถูกมองเป็น ‘วัสดุชิ้นที่ 4’ ซึ่งนำทางลูกค้าผ่านพื้นที่ต่าง ๆ และเน้นคุณสมบัติหลักภายในโชว์รูม การออกแบบเป็นโมดูลาร์ ปรับให้เข้ากับสถานที่ รูปแบบ และข้อกำหนดทางสถาปัตยกรรมที่ต่างกันได้ โดยยังคงประสบการณ์เบนท์ลีย์ที่สอดคล้องกันทั่วเครือข่าย

รับการเปิดตัว Torcal รถไฟฟ้ารุ่นแรก

อัตลักษณ์ใหม่เปิดเผยต่อจากการเปิดตัว Torcal ไลน์รุ่นใหม่และรถยนต์ไฟฟ้าล้วนคันแรกของเบนท์ลีย์เพียงวันเดียว และในภาพโชว์รูม Jack Barclay ที่ทางค่ายเผยแพร่ Torcal ก็เป็นรถที่ยืนอยู่ในพื้นที่จัดแสดงหลัก สำหรับตลาดไทย เบนท์ลีย์ แบงค็อก เปิดราคาและรับจอง Torcal แล้วเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ราคาเริ่มต้น 13.89 ล้านบาท

Bangkok Motorhaus มองอย่างไร

ข่าวนี้บอกว่าเบนท์ลีย์ไม่ได้มองโชว์รูมเป็นแค่จุดขายรถ แต่เป็นเวทีเล่าเรื่องงานฝีมือจากเมืองครูว์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้ากลุ่มอัลตราลักชัวรีให้คุณค่าอยู่แล้ว การย้ายเคาน์เตอร์ต้อนรับไปเป็นบาร์ และให้โซน Atelier เป็นหัวใจของพื้นที่ สะท้อนว่าการสั่งทำเฉพาะบุคคลกำลังเป็นประสบการณ์หลักที่ลูกค้าได้พบก่อนอย่างอื่น ยิ่งในช่วงที่ค่ายต้องพาลูกค้าเดิมทำความรู้จักรถไฟฟ้าคันแรก โชว์รูมที่ให้เวลานั่งคุย สัมผัสวัสดุ และดูรถในบรรยากาศแบบเลานจ์ ย่อมช่วยเล่าเรื่องได้ดีกว่าแถวรถเรียงกันแบบเดิม

ส่วนที่ยังต้องจับตาคือแนวคิดนี้จะถูกปรับใช้กับตลาดอย่างไทยเมื่อไรและในรูปแบบไหน เพราะยังไม่มีกำหนดการสำหรับโชว์รูมในประเทศอื่น ถ้าโชว์รูมกลายเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าใช้เวลาเลือกวัสดุและสีมากกว่าดูรถ คุณคิดว่าประสบการณ์แบบนี้จะเปลี่ยนวิธีที่คนตัดสินใจซื้อรถหรูไปมากน้อยแค่ไหน?

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Scroll to Top