NEWS

ยอดขายรถยนต์ สิงหาคม 2569 รวม 59,809 คัน โต 25.59% รถนั่งไฟฟ้า BEV ขึ้นอันดับ 1 กระบะสันดาปลดลง

ส.อ.ท. รายงานยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 รวม 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) มียอดสูงสุด ขณะที่รถกระบะเครื่องยนต์สันดาปลดลง 7.43%

แชร์บทความ
ยอดขายรถยนต์ สิงหาคม 2569 รวม 59,809 คัน โต 25.59% รถนั่งไฟฟ้า BEV ขึ้นอันดับ 1 กระบะสันดาปลดลง
กราฟิกส่วนแบ่งยอดขายรถยนต์ในประเทศ สิงหาคม 2026 รวม 59,809 คัน มีภาพรถซีดานไฟฟ้า
ส่วนแบ่งยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 โดย BEV ครอง 33.0%

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงสรุปสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยประจำเดือนสิงหาคม 2569 (2026) โดยนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ร่วมกับนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มฯ ระบุว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศรวม 59,809 คัน

ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 1.04% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2569 และเพิ่มขึ้น 25.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทาง ส.อ.ท. ระบุว่าภาพรวม 8 เดือนแรกของปี 2569 ทั้งยอดผลิตและยอดจำหน่ายในประเทศเริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น โดยยอดจำหน่ายรถยนต์รวม 8 เดือนแรกอยู่ที่ประมาณ 466,000 คัน

ยอดขายรถยนต์ สิงหาคม 2569 แยกตามประเภทขุมพลัง

  • 1. รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 19,721 คัน (ส่วนแบ่ง 33.0% / เพิ่มขึ้น 113.29%)
  • 2. รถยนต์นั่งไฮบริด (HEV) 14,807 คัน (ส่วนแบ่ง 24.8% / เพิ่มขึ้น 31.84%)
  • 3. รถกระบะเครื่องยนต์สันดาป (ICE) 10,087 คัน (ส่วนแบ่ง 16.9% / ลดลง 7.43%)
  • 4. รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) 7,973 คัน (ส่วนแบ่ง 13.3% / ลดลง 17.04%)
  • 5. รถกระบะไฟฟ้า (BEV) 207 คัน (เพิ่มขึ้น 228.57%)

ตัวเลขชุดนี้สะท้อนว่ากลุ่มรถยนต์นั่งพลังงานทางเลือก xEV ทั้ง BEV และ HEV ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ของยอดจำหน่ายรวม ขณะที่รถยนต์นั่งและรถกระบะเครื่องยนต์สันดาปมีสัดส่วนชะลอตัวลง ส่วนรถกระบะไฟฟ้าแม้ฐานยังเล็กแต่เริ่มมีสัญญาณตอบรับที่ดีขึ้น

ยอดผลิตรถยนต์ในประเทศ สิงหาคม 2569

กราฟิกส่วนแบ่งยอดผลิตรถยนต์ สิงหาคม 2026 รวม 124,646 คัน มีภาพรถกระบะและรถ SUV
ส่วนแบ่งยอดผลิตรถยนต์ในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 โดยรถกระบะครองสัดส่วน 44.4%

ยอดผลิตรถยนต์ภายในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 รวม 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% โดยเรียงตามจำนวนการผลิตดังนี้

  • 1. รถกระบะเครื่องยนต์สันดาป (ICE) 55,357 คัน (ส่วนแบ่ง 44.4% / เพิ่มขึ้น 4.70%)
  • 2. รถยนต์นั่งไฮบริด (HEV) 18,136 คัน (ส่วนแบ่ง 14.6% / เพิ่มขึ้น 51.54%)
  • 3. รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) 17,355 คัน (ส่วนแบ่ง 13.9% / ลดลง 20.51%)
  • 4. รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 13,126 คัน (ส่วนแบ่ง 10.5% / เพิ่มขึ้น 77.38%)
  • 5. รถกระบะไฟฟ้า (BEV) 443 คัน (เพิ่มขึ้น 691.07%)

ข้อมูลด้านการผลิตชี้ว่ารถกระบะเครื่องยนต์สันดาปยังครองสายการผลิตสูงสุดในโรงงานประกอบของไทย เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและส่งออก ขณะที่รถยนต์นั่งไฮบริดขยับขึ้นเป็นอันดับ 2 แซงหน้ารถยนต์นั่งสันดาป และยอดผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะขยายตัวอย่างโดดเด่น

กราฟิกส่วนแบ่งยอดส่งออกรถยนต์ สิงหาคม 2026 รวม 69,724 คัน มีภาพรถกระบะและท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์
ส่วนแบ่งยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนสิงหาคม 2569 โดยรถกระบะครอง 56.1%

ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป สิงหาคม 2569

ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนสิงหาคม 2569 รวม 69,724 คัน ลดลง 2.04% โดยเรียงตามจำนวนส่งออกดังนี้

  • 1. รถกระบะเครื่องยนต์สันดาป (ICE) 39,079 คัน (ส่วนแบ่ง 56.1% / ลดลง 5.01%)
  • 2. รถยนต์นั่งไฮบริด (HEV) 10,717 คัน (ส่วนแบ่ง 15.4% / เพิ่มขึ้น 245.82%)
  • 3. รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) 2,316 คัน (ส่วนแบ่ง 3.3% / ลดลง 84.27%)
  • 4. รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 1,478 คัน (ส่วนแบ่ง 2.1% / เพิ่มขึ้น 7.73%)
  • 5. รถกระบะไฟฟ้า (BEV) 466 คัน (เพิ่มขึ้น 813.73%)

แม้ภาพรวมการส่งออกจะลดลงเล็กน้อยจากแรงฉุดของกลุ่มเครื่องยนต์สันดาป แต่ตลาดโลกมีความต้องการรถยนต์ไฮบริดที่ผลิตจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาก โดยยอดโตกว่า 245% ทำให้ไฮบริดกลายเป็นเสาหลักใหม่ในการขับเคลื่อนตัวเลขส่งออกยานยนต์ของประเทศ

บอร์ดอีวีและโครงสร้างภาษีสรรพสามิต

ในด้านนโยบาย นายสุวัชร์แสดงความขอบคุณภาครัฐต่อมติคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอ 3 เสาหลักของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คือการปกป้อง กระตุ้น และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะแนวทางปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ที่กำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าซึ่งไม่มีการลงทุนโรงงานในประเทศอยู่ในอัตราสูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ

แนวทางดังกล่าวใช้อัตราภาษีลดหลั่นตามสัดส่วนการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เพื่อจูงใจให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) อย่างจริงจัง ทาง ส.อ.ท. ระบุว่าอยู่ระหว่างรอประกาศอัตราภาษีอย่างเป็นทางการ พร้อมศึกษาเกณฑ์ Local Content หรือ Thai Content เชิงลึก และพิจารณากำหนดปริมาณการนำเข้าหรือโควตาที่เชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงที่ผู้ผลิตสร้างในไทย

ตลาดรถกระบะ ความกังวลของ ส.อ.ท.

ส.อ.ท. แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเซกเมนต์รถกระบะ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่เป็น Product Champion ของประเทศไทย โดยระบุว่าตลาดรถกระบะหดตัวต่อเนื่องสะสมประมาณ 63% นับตั้งแต่ปี 2565 แรงกดดันไม่ได้มาจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวและภาระหนี้ครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงยอดส่งออกรถกระบะ จากปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง

ผลกระทบนี้ลามถึงซัพพลายเชนต้นน้ำ เพราะรถกระบะในไทยมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงมาก บางรุ่นและบางค่ายสูงเกิน 90% ทาง ส.อ.ท. จึงเห็นว่าต้องมีมาตรการกระตุ้นตลาดจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

อ่านเพิ่มเติม: ยอดขายรถยนต์ 2569 รายเดือน พร้อมยอดผลิต ส่งออก และยอดขายมอเตอร์ไซค์

Bangkok Motorhaus มองอย่างไร

ตัวเลขเดือนสิงหาคม 2569 บอกการเปลี่ยนผ่านของตลาดรถไทยได้ชัดกว่าตัวเลขรวม เพราะรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 19,721 คัน และรถยนต์นั่งไฮบริด (HEV) 14,807 คัน ขึ้นเป็นอันดับ 1 และ 2 ของยอดจำหน่ายในประเทศ ขณะที่รถกระบะและรถนั่งสันดาปลดลง นี่เป็นสัญญาณว่าพฤติกรรมผู้ซื้อขยับไปทางพลังงานทางเลือกอย่างมีนัยสำคัญ และยอดผลิตที่โตทั้ง BEV และ HEV ก็ชี้ว่าการลงทุนของค่ายผู้ผลิตเริ่มเห็นผลในสายการผลิตภายในประเทศ

ที่น่าคิดคือรถกระบะ ซึ่งยังครองสายการผลิตและการส่งออกสูงสุด แต่ตลาดในประเทศหดตัวสะสมประมาณ 63% และกระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนที่พึ่งพา Local Content สูง ระหว่างการฟื้นกำลังซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ กับการเปิดตลาดรถกระบะไฟฟ้าและไฮบริดรุ่นใหม่ สัดส่วนใดจะเป็นตัวแปรสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2570 และมาตรการภาษีสรรพสามิตที่รอประกาศจะจูงใจให้เกิดการผลิตชิ้นส่วนในประเทศได้จริงเพียงใด ผู้อ่านเห็นว่ามาตรการแบบใดจะช่วยฟื้นตลาดรถกระบะไทยได้อย่างยั่งยืน

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Scroll to Top