
บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ารุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าต่อเนื่อง ประกาศเปิดตัว Wuling EKSION 2026 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ชูตำแหน่งการตลาดเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% รูปแบบ C-Segment SUV ขนาด 7 ที่นั่ง ภายใต้แนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น” เคาะราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 799,000 บาท ในรุ่น Comfort และ 859,000 บาท ในรุ่น Premium มุ่งเจาะกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง สมรรถนะที่ไว้ใจได้ และภาพลักษณ์พรีเมียมในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย
ดูราคา สเปก และรุ่นย่อยทั้งหมดของ Wuling Eksion ในฐานข้อมูลรถยนต์ Bangkok Motorhaus
อ่านเพิ่มเติม: รถ 7 ที่นั่ง ราคาไม่ถึงล้าน 2026 มี 10 รุ่นที่ยังขายในไทย เทียบราคา ค่างวด และพื้นที่แถวสาม
การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จครั้งสำคัญของแบรนด์ Wuling ในตลาดประเทศไทย หลังจากรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น Darion ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นด้วยยอดจดทะเบียนครองอันดับ 1 ในกลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยจำนวน 897 คัน และส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 33.9% ขณะที่ยอดจำหน่ายสะสมรวมของทางแบรนด์ตลอด 8 เดือนแรกของปี 2569 แตะระดับ 5,033 คัน ส่งผลให้ทางค่ายเร่งเครื่องขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถชาวไทยอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น



Wuling EKSION 2026 ได้รับการพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม Tianyu Architecture โดยออกแบบมิติตัวถังให้มีความโอ่อ่า ด้วยความยาว 4,745 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,850 มิลลิเมตร ความสูง 1,755 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อยาวถึง 2,810 มิลลิเมตร เส้นสายภายนอกเน้นความบึกบึน สง่างาม ผสานกลิ่นอายความสปอร์ตของรถตรวจการณ์อเนกประสงค์สมัยใหม่ มอบทัศนวิสัยที่โปร่งโล่งและรองรับการเดินทางไกลได้อย่างมั่นคง



ภายในห้องโดยสารจัดวางเบาะนั่งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ในรูปแบบ 2+3+2 ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อให้ผู้โดยสารทุกตำแหน่งนั่งสบายตลอดการเดินทาง ด้านพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายมีปริมาตรเริ่มต้นที่ 320 ลิตร และสามารถขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 1,945 ลิตร เมื่อพับเบาะนั่งแถวที่สองและสามลงราบ เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแบบครอบครัวใหญ่หรือการบรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ในชีวิตประจำวัน



แผงควบคุมด้านหน้าโดดเด่นด้วยหน้าจอสัมผัสส่วนกลางความละเอียดสูงขนาด 12.8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ทำงานควบคู่กับหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ดิจิทัล TFT ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมแท่นชาร์จสมาร์ตโฟนแบบไร้สายกำลังขับ 50W (เฉพาะรุ่น Premium) ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมการติดตั้งช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังครบทั้ง 3 แถว และฟังก์ชันการจ่ายกระแสไฟฟ้าสู่อุปกรณ์ภายนอก V2L (Vehicle-to-Load) ที่ช่วยเปลี่ยนตัวรถให้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานสำหรับกิจกรรมแคมปิ้งและไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง



ระบบขับเคลื่อนของ Wuling EKSION 2026 ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร มอบการตอบสนองที่กระฉับกระเฉงและราบเรียบในทุกย่านความเร็ว สามารถเร่งแซงได้อย่างมั่นใจแม้มีผู้โดยสารและสัมภาระเต็มคัน



แหล่งกักเก็บพลังงานติดตั้งชุดแบตเตอรี่ชนิด Lithium Iron Phosphate (LFP) ความจุ 69.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐานการทดสอบ CLTC พร้อมรองรับระบบชาร์จกระแสตรง DC Fast Charge ที่สามารถประจุไฟฟ้าจาก 30% ถึง 80% ได้ในเวลาประมาณ 20–35 นาที เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางข้ามจังหวัด
ด้านมาตรฐานความปลอดภัย ตัวถังใช้โครงสร้างเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (High-Strength Steel) ในสัดส่วน 74.9% พร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา และฟังก์ชันมองทะลุใต้ท้องรถ (Transparent Chassis) ทุกรุ่นมีระบบควบคุมการทรงตัว ESC, ABS พร้อม EBD, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HHC, เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold, เซ็นเซอร์วัดแรงดันลมยางแบบ Direct TPMS และจุดยึดเบาะนิรภัยเด็ก ISOFIX
ทั้งนี้ ระบบความปลอดภัยแตกต่างกันตามรุ่นย่อย รุ่น Comfort มาพร้อมถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่งและระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) แบบธรรมดา ส่วนรุ่น Premium เพิ่มเป็นถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่งรวมม่านลมนิรภัย พร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง ADAS ระดับ L2 ประกอบด้วย ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติรักษาระยะห่าง (ACC), ระบบเตือนการชนด้านหน้า (FCW), ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA), ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (LDW), ระบบช่วยขับขี่ในสภาพจราจรติดขัด (TJA) และระบบสลับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ (IHMA)



สำหรับราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Wuling EKSION 2026 มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Comfort ราคา 799,000 บาท และรุ่น Premium ราคา 859,000 บาท โดยรุ่น Premium เพิ่มหลังคา Panoramic Sunroof ไฟฟ้า ประตูท้ายไฟฟ้า เบาะหน้าระบายอากาศ กระจกนิรภัยคู่หน้าแบบลดเสียงรบกวน ที่ชาร์จไร้สาย 50W ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่งและ ADAS ระดับ L2 มาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่นาน 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และรับประกันตัวรถนาน 6 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร พร้อมแคมเปญพิเศษช่วงเปิดตัวรวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท สำหรับผู้จองรถตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2569 ได้แก่ ส่วนลดเงินสดทันที 10,000 บาท, ประกันภัยชั้นหนึ่งฟรี 1 ปี มูลค่า 25,000 บาท, เครื่องชาร์จ Wallbox 7kW พร้อมบริการติดตั้งฟรี มูลค่า 25,000 บาท และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 3 ปี มูลค่า 3,000 บาท



ทางผู้แทนจำหน่ายยืนยันความพร้อมส่งมอบ Wuling EKSION 2026 ให้แก่ผู้ซื้อทันที โดยรถล็อตแรกกระจายสู่โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานกว่า 30 แห่งทั่วประเทศเป็นที่เรียบร้อย พร้อมตั้งเป้ายอดจำหน่ายในไตรมาส 4 ปี 2569 ไว้ที่ 1,000 คัน นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสคันจริงและทดลองขับได้ในงาน Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna บริเวณโซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 หรือที่โชว์รูม Wuling ทั่วประเทศ



Bangkok Motorhaus มองอย่างไร



การก้าวลงสู่สมรภูมิ C-Segment SUV ขนาด 7 ที่นั่งของ Wuling EKSION 2026 ภายใต้ระดับราคาเริ่มต้น 799,000 บาท ถือเป็นหมากทางธุรกิจที่แหลมคมและน่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะเปิดพื้นที่ทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่มองหารถครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีมิติตัวถังใกล้เคียงกับกลุ่ม PPV ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก แต่ยังเป็นการท้าชนโดยตรงกับกลุ่ม B-SUV เครื่องยนต์ไฮบริดในพิกัดราคาใกล้เคียงกัน ด้วยจุดเด่นด้านพื้นที่โดยสาร 3 แถวแท้ และความประหยัดจากพลังงานไฟฟ้า 100%

สิ่งที่น่าประทับใจคือกลยุทธ์การจัดวางสเปกของทางค่าย ที่ให้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่เกือบ 70 kWh รองรับระยะทางขับขี่กว่า 530 กิโลเมตร และพละกำลังระดับ 204 แรงม้า ซึ่งถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับการบรรทุกผู้โดยสาร 7 คนโดยไม่อืดอาด อีกทั้งการสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องจากบริการหลังการขายและยอดขายที่มั่นคงของรุ่นพี่อย่าง Darion ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์มีความแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่า การมาของ EKSION จะสามารถดึงดูดผู้ใช้รถครอบครัวที่กำลังลังเลระหว่างรถกระบะดัดแปลงและรถยนต์ไฟฟ้าให้ตัดสินใจเปลี่ยนผ่านสู่ยนตรกรรมพลังงานสะอาดได้เร็วขึ้นมากน้อยเพียงใด และในระยะยาว รถครอบครัวไฟฟ้า 7 ที่นั่งไซส์คุ้มค่าเช่นนี้ จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดรถยนต์เมืองไทยได้หรือไม่






