
iCAUR แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ระดับโลกภายใต้เครือ Chery Group เดินหน้ารุกตลาดยานยนต์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเผยราคาจำหน่ายรถยนต์รุ่นเรือธง iCAUR V27 REEV 2026 รถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียมทรงกล่อง (Premium Classic Boxy SUV) ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขยายระยะทาง REEV นำร่องจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นย่อย เคาะราคาจำหน่ายพิเศษช่วงเปิดตัวเริ่มต้น ส่งมอบรถล็อตแรกแก่ผู้จองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และวางแผนเริ่มขึ้นไลน์ประกอบในประเทศไทยภายในปี 2570
ดูราคา สเปก และรุ่นย่อยทั้งหมดของ iCAUR V27 REEV ในฐานข้อมูลรถยนต์ Bangkok Motorhaus

iCAUR V27 REEV 2026 แบ่งการจำหน่ายออกเป็น 3 รุ่นย่อย
- 1.5 2WD PRIDE 20.31kWh ราคาปกติ 1,029,900 บาท (ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 999,900 บาท)
- 1.5 2WD PRIME 34.31kWh ราคาปกติ 1,189,900 บาท (ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 1,159,900 บาท)
- 1.5 4WD PRESTIGE 34.31kWh ราคาปกติ 1,289,900 บาท (ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 1,259,900 บาท)
จองและออกรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 จะได้รับส่วนลดพิเศษ 30,000 บาท การรับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน Lifetime Battery Warranty Package พร้อมแพ็กเกจของแถมและบริการรวมมูลค่า 100,000 บาท รวมถึงการรับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร และรับประกันเครื่องยนต์ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง



การออกแบบภายนอกของ iCAUR V27 REEV 2026 สะท้อนแนวคิด Future Classic Design ภายใต้นิยาม Timeless in Motion โดดเด่นด้วยรูปทรงกล่องคลาสสิก ผสานรายละเอียดร่วมสมัยอย่างลงตัว ไฟหน้าทรงกลมแบบ LED ติดตั้งไฟเลี้ยวแยกอิสระ ซุ้มล้อขนาดใหญ่ขับเน้นมัดกล้าม บันไดข้าง ราวหลังคา และกระจกมองข้างทรงเหลี่ยม พร้อมล้ออัลลอยขนาดใหญ่ 21 นิ้ว มิติตัวถังขนาดยาว 5,045 มิลลิเมตร กว้าง 1,976 มิลลิเมตร สูง 1,894 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อกว้างถึง 2,900 มิลลิเมตร สร้างจุดศูนย์ถ่วงที่มั่นคงและโอ่อ่าสะกดทุกสายตา








ด้านท้ายตัวถังมาพร้อมความสะดวกสบายและเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยประตูท้ายเปิดออกแบบด้านข้างพร้อมระบบดูดไฟฟ้า ติดตั้งล้ออะไหล่ภายนอกสไตล์ออฟโรดดั้งเดิม ไฟท้ายทรงเหลี่ยม Brick Taillights สปอยเลอร์หลัง และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศาแบบซ่อนอย่างแนบเนียน นอกจากนี้ยังมีระบบเซนเซอร์ตรวจจับกุญแจ ช่วยสั่งการล็อกและปลดล็อกประตูรถโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เดินเข้าใกล้หรือออกห่างจากตัวรถ โดยมีเฉดสีภายนอกให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ Deep Black, สีครีมทะเลทราย Classic Sand, สีขาว Moonlight White และสีเขียว Highland Green



ห้องโดยสารภายในรังสรรค์ภายใต้แนวคิด Interstellar Cockpit ซึ่งคว้ารางวัล Best Interior Design Award สาขา Premium Car จากเวทีระดับสากล Torino Automotive Design Award 2026 (TADA 2026) ชูไฮไลต์พื้นที่เหนือศีรษะแบบ Star Island ติดตั้งหลังคากระจกบานใหญ่ Dual Skyview Roof ความยาว 1.4 เมตร เสริมไฟเรืองแสง Ambient Light เพดานปรับเฉดสีได้ พร้อมจุดยึดแท็บเล็ตและอุปกรณ์เสริม ตกแต่งประณีตด้วยวัสดุบุนุ่ม โทนสีห้องโดยสารมีให้เลือกทั้งสีดำ Shadow Black และสีน้ำตาล Oak Brown ในรุ่นท็อป



แผงควบคุมและระบบอินโฟเทนเมนต์ล้ำสมัยด้วยหน้าจอสัมผัสกลางขนาดใหญ่ 15.4 นิ้ว ทำงานคู่กับจอแสดงข้อมูลการขับขี่ดิจิทัลขนาด 8.88 นิ้ว แท่นชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย ระบบ Smart Cockpit ที่มีโหมดการทำงานรองรับกิจกรรมหลากหลาย ทั้งโหมดแคมปิ้ง โหมดพักผ่อน โหมดดูแลสัตว์เลี้ยง โหมดล้างรถ และโหมดต้อนรับ แสดงผลภาพจำลองตัวรถ 3 มิติ และมุมมองรอบทิศทางระดับ 540 องศา ผสานสุนทรียภาพด้านเสียงด้วยชุดเครื่องเสียง Pioneer พร้อมลำโพงและซับวูฟเฟอร์สูงสุด 15 ตำแหน่ง



เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศ โดยฝั่งผู้ขับขี่ติดตั้งหน่วยบันทึกความจำตำแหน่งและระบบ Welcome Seat ทั้งยังสามารถปรับราบเพื่อขยายพื้นที่ใช้งาน ส่วนห้องโดยสารแถวหลังเงียบสงบ พนักพิงเบาะปรับเอนได้ 28 องศา และเมื่อพับเบาะหลังลงจะได้พื้นที่บรรทุกสัมภาระลึก 2.15 เมตร กว้าง 1.05 เมตร สูง 1.35 เมตร ให้ความจุสัมภาระสูงสุดถึง 1,818 ลิตร รองรับอุปกรณ์กิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างครบครัน
ด้านระบบความปลอดภัย ทางผู้ผลิตได้ติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ ADAS มาตรฐานสูงถึง 19 ฟังก์ชัน อาทิ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ APA (Auto Parking Assist), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB, ระบบเตือนและควบคุมรถให้อยู่ในเลน LDW/LKA, ระบบเตือนจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA, ระบบตรวจจับจุดอับสายตา BSD, ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ DMS และถุงลมนิรภัยปกป้องรอบคัน



ขุมพลังขับเคลื่อนโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Golden Range Extender (REEV) ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อเป็นหลัก ขณะที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าส่งกลับเข้าสู่ระบบ โดยน้ำมัน 1 ลิตร สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 3.71 กิโลวัตต์ชั่วโมง ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวมสูงสุด 335 กิโลวัตต์ หรือ 455 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 505 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 6 วินาที มีโหมดขับขี่ให้เลือกใช้งานสูงสุดถึง 9 รูปแบบ พร้อมระบบกระจายแรงบิดอัจฉริยะ i-AWD



สมรรถนะการลุยเส้นทางวิบากมาพร้อมระยะต่ำสุดใต้ท้องรถ 224 มิลลิเมตร รองรับการลุยน้ำลึกสูงสุด 600 มิลลิเมตร ด้วย Wading Mode เสริมด้วยระบบกลับรถในพื้นที่แคบ In-Place Turn (Pivot Turn) และระบบรักษาความเร็วคงที่ขณะไต่ทางลาดชัน Crawl Mode พร้อมระบบจัดการพลังงาน 5 โหมด ได้แก่ Forced EV, EV Priority, Hybrid Mode, Fuel Priority และ Forced Charging เพื่อการบริหารการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสถานการณ์



ระบบกักเก็บพลังงานรองรับการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางสูงสุด 165 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC และเมื่อผสานการทำงานร่วมระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน จะสามารถทำระยะทางขับขี่รวมได้ไกลสูงสุดถึง 1,000 กิโลเมตร รองรับการชาร์จเร็วแบบกระแสตรง DC Fast Charging สูงสุดประมาณ 100 กิโลวัตต์ จาก 30-80% ภายใน 15 นาที พร้อมฟังก์ชันจ่ายกระแสไฟฟ้าสู่อุปกรณ์ภายนอก V2L ด้วยกำลังไฟสูงสุด 6 กิโลวัตต์



iCAUR Thailand ได้วางโครงสร้างค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาให้ประหยัดกว่ารถยนต์ไฮบริดทั่วไปสูงสุดถึง 34% คิดจากค่าแรงมาตรฐาน 600 บาทต่อชั่วโมง พร้อมสำรองสต็อกอะไหล่พร้อมจ่ายมากกว่า 95% ภายในเดือนตุลาคม 2569 และเตรียมขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานมากกว่า 25 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคภายในสิ้นปี 2569 นี้



Bangkok Motorhaus มองอย่างไร



การปรากฏตัวของ iCAUR V27 REEV 2026 ภายใต้ร่มเงาของ Chery Group นับเป็นก้าวขยับที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับตลาดเอสยูวีเมืองไทย เพราะเป็นการจับคู่ระหว่างกระแสนิยมงานดีไซน์ทรงกล่อง Retro-Boxy ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก เข้ากับเทคโนโลยีขยายระยะทาง REEV ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานในบ้านเราได้อย่างตรงจุด ช่วยขจัดความกังวลเรื่องสถานีชาร์จในการเดินทางไกล แต่ยังคงให้อารมณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบ และทรงพลังแบบรถยนต์ไฟฟ้าล้วน


กลยุทธ์การตั้งราคาที่เปิดมาต่ำกว่า 1 ล้านบาทในรุ่นเริ่มต้น และแตะเพียง 1.25 ล้านบาทในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 455 แรงม้า ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อคู่แข่งในกลุ่มคอมแพกต์และดี-เอสยูวีอย่างปฏิเสธไม่ได้ อีกทั้งการเสริมความมั่นใจด้วยประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งานและการรับประกันเครื่องยนต์ยาวนานถึง 10 ปี






