
Nissan PIXO 2026 ซิตี้คาร์ไฟฟ้าไซส์กะทัดรัด ผสานความคล่องตัวเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะ Gemini ครั้งแรกในกลุ่ม A-Segment
ทาง Nissan ได้เปิดตัว Nissan PIXO 2026 รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ขนาดกะทัดรัดรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยวางตำแหน่งเป็นซิตี้คาร์ระดับ A-Segment ที่พัฒนาขึ้นสำหรับตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ในทวีปยุโรปโดยเฉพาะ ตัวรถชูจุดเด่นด้านความคล่องตัว เทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำสมัย และความคุ้มค่าในการเดินทาง เพื่อเสริมทัพยานยนต์ไฟฟ้าของค่ายร่วมกับ LEAF และ MICRA ให้ผู้สนใจสามารถเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น






งานออกแบบภายนอกของ Nissan PIXO 2026 ถ่ายทอดเส้นสายอันเป็นเอกลักษณ์ภายใต้แนวคิด Cube-inspired ที่ผสานความเรียบหรูของพื้นผิวตัวถังเข้ากับรูปทรงเรขาคณิต โดดเด่นด้วยชุดไฟส่องสว่างแบบ Pixel-inspired และกันชนหน้าที่สะท้อนอารมณ์คล้ายใบหน้าหุ่นยนต์ (Robot Face) เสริมเสน่ห์ด้วยลูกเล่น Easter egg ตัวเลข “23” ที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ (หมายถึง Ni-San ในภาษาญี่ปุ่น) พร้อมตัวเลือกเฉดสีร่วมสมัยอย่างสีม่วง Wonder Purple และสีน้ำเงิน Gear Blue ที่ขับเน้นบุคลิกสดใหม่และบ่งบอกตัวตนของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน






แม้ตัวถังภายนอกจะมีความยาวเพียง 3,796 มิลลิเมตร กว้าง 1,790 มิลลิเมตร สูง 1,512 มิลลิเมตร พร้อมระยะฐานล้อ 2,492 มิลลิเมตร แต่พื้นที่ห้องโดยสารได้รับการจัดสรรอย่างชาญฉลาดเพื่อรองรับผู้โดยสารผู้ใหญ่ได้ถึง 4 ที่นั่งอย่างสะดวกสบาย เบาะนั่งแถวหลังสามารถปรับเลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังได้อย่างอิสระเพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามการใช้งานจริง อีกทั้งยังมีช่องเก็บของรอบห้องโดยสารรวม 18 ลิตร และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่กว้างขวางถึง 356 ลิตร (รวมช่องเก็บสายชาร์จ 50 ลิตร) ซึ่งสามารถขยายได้สูงสุดถึง 1,221 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลง นับเป็นความจุที่โดดเด่นที่สุดรุ่นหนึ่งในคลาส






ด้านระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อ ตัวรถติดตั้งหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสระบบอินโฟเทนเมนต์ขนาด 10 นิ้ว พร้อมระบบ Google built-in ที่รองรับการนำทางและวางแผนเส้นทางแบบเรียลไทม์ ไฮไลต์สำคัญคือการติดตั้งระบบผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ Gemini เข้ามาเป็นครั้งแรกในรถยนต์กลุ่ม A-Segment รองรับคำสั่งเสียงธรรมชาติถึง 16 ภาษา พร้อมความสามารถในการจดจำพฤติกรรมและความชอบของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีระบบ Face ID ที่ตรวจจับใบหน้าเพื่อปลดล็อกการตั้งค่าส่วนบุคคล และสามารถจัดการสถานะการชาร์จผ่านแอปพลิเคชัน MyNissan ได้อย่างสะดวก






Nissan PIXO 2026 ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 60 กิโลวัตต์ (ประมาณ 82 แรงม้า) มอบอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ทันใจตั้งแต่ออกตัว รัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 9.9 เมตร ช่วยให้การลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยและการเข้าจอดในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องง่าย ตัวรถยังมาพร้อมเทคโนโลยี One-Pedal ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมการเร่ง ชะลอ และหยุดรถได้ด้วยแป้นคันเร่งเพียงแป้นเดียว เหมาะสำหรับการจราจรที่ติดขัดในเมือง รวมถึงระบบความปลอดภัยขั้นสูงอย่าง Adaptive Cruise Control พร้อม Stop & Go, ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (Lane Departure Warning) และระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Hands-Free Parking เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน



ระบบกักเก็บพลังงานเลือกใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate: LFP) ความจุ 27.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์ Nissan ในยุโรปที่นำแบตเตอรี่ชนิดนี้มาใช้งาน เพื่อมอบความทนทานและความคุ้มค่า รองรับระยะทางการขับขี่สูงสุด 259 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน WLTP ตอบสนองการเดินทางประจำวันได้อย่างไร้กังวล รองรับการชาร์จเร็วแบบ DC ขนาด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 15% ถึง 80% ได้ในเวลาประมาณ 28 นาที และการชาร์จไฟกระแสสลับ AC ขนาด 11 กิโลวัตต์ แบบ Bi-directional ที่รองรับการจ่ายพลังงานย้อนกลับ






สำหรับสายการผลิต Nissan PIXO 2026 จะได้รับการผลิตขึ้นที่โรงงาน Novo Mesto ของพันธมิตร Renault ในประเทศสโลวีเนีย โดยทางผู้ผลิตเตรียมประกาศโครงสร้างราคาจำหน่าย สเปกละเอียดของแต่ละประเทศ และเปิดรับการสั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2026 เป็นต้นไป ก่อนจะเริ่มส่งมอบรถให้แก่ผู้จองตั้งแต่ช่วงต้นปี 2027






Bangkok Motorhaus มองอย่างไร






การปรากฏตัวของ Nissan PIXO 2026 สะท้อนให้เห็นถึงก้าวสำคัญในการแก้โจทย์ความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เข้าถึงได้ง่าย (Accessible EV) ในตลาดยุโรป ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากกำลังมองหารถคันกะทัดรัดที่ช่วยลดต้นทุนค่าเดินทาง แต่ไม่อยากแลกมาด้วยความคับแคบหรือการตัดทอนเทคโนโลยี การเลือกจับคู่ชุดแบตเตอรี่ LFP ขนาด 27.5 kWh เข้ากับระบบชาร์จไว 50 kW ถือเป็นความลงตัวระหว่างน้ำหนัก ต้นทุน และความเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองใหญ่ ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยี Google built-in และ Gemini AI มาใส่ไว้ในรถระดับเริ่มต้น ยังแสดงถึงทิศทางใหม่ที่รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องถูกลดทอนประสบการณ์ด้านซอฟต์แวร์




ก้าวย่างของความร่วมมือระหว่าง Nissan และพันธมิตร Renault ในการใช้ฐานการผลิตที่สโลวีเนีย ยังตอกย้ำถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ชวนให้คิดต่อว่า หากในอนาคตทางค่ายมีแผนขยายตลาดนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าไซส์กะทัดรัดที่มีฟังก์ชันชาญฉลาดเช่นนี้มาทำตลาดในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ในระดับราคาที่จับต้องได้ง่ายก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมาก





