
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เผยโฉมพรีวิว Mercedes-Benz electric GLC 2026 ครั้งแรกในไทย วางกรอบราคาคาดการณ์ต่ำกว่า 3.7 ล้านบาท
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ขยับเกมรุกครั้งสำคัญในตลาดพรีเมียมเอสยูวี ด้วยการจัดแสดงรอบพรีวิวของ Mercedes-Benz electric GLC 2026 รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นประกอบในประเทศ (CKD) ซึ่งพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มเฉพาะ MB.EA-M ภายใต้รหัสตัวถัง X540 ซึ่งแตกต่างจาก GLC รหัส X254 เครื่องยนต์สันดาปและปลั๊กอินไฮบริดเดิมอย่างสิ้นเชิง พร้อมวางกรอบราคาจำหน่ายคาดการณ์ไว้ต่ำกว่า 3.7 ล้านบาท โดยนำมาจัดแสดงให้ผู้สนใจได้สัมผัสคันจริงล่วงหน้าในงาน Mercedes-Benz StarFest 2026 ณ ศูนย์การค้า Gaysorn Amarin ชั้น G ระหว่างวันที่ 24 – 27 กันยายน 2569 ก่อนเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมประกาศราคาในงาน Motor Expo 2026 ช่วงปลายปีนี้



งานออกแบบภายนอกของ Mercedes-Benz electric GLC 2026 ถ่ายทอดปรัชญา Sensual Purity ผสานศาสตร์แห่งการลดทอนรายละเอียด โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Iconic Grille โครงสร้าง Smoked-Glass Look เสริมความล้ำสมัยด้วย Illuminated Elements ไฟเรืองแสง LED รวมกว่า 942 จุด พร้อมระบบ Animated Welcome Presentation ที่ทักทายผู้ขับขี่ด้วยเส้นสาย Contour Lighting และลูกเล่นกราฟิกแสงเงาอันประณีต
ตัวถังภายนอกสะท้อนความสปอร์ตพรีเมียมด้วยชุดแต่ง AMG Line plus ควบคู่กับ Night Package เสริมความคมเข้ม ติดตั้งไฟหน้า DIGITAL LIGHT เจเนอเรชันใหม่ เทคโนโลยี Micro-LED ที่ให้ความสว่างคมชัดสูง แต่ใช้พลังงานลดลงถึง 50% ทำงานผสานไฟสูง ULTRA RANGE High Beam และไฟเลี้ยวตามโค้ง Cornering Light เติมเต็มความโปร่งโล่งด้วยหลังคากระจก Panoramic roof ระบบ SKY CONTROL ที่ปรับระดับความโปร่งใสได้ 3 รูปแบบ (Clear, Opal, Motif) ผ่านเทคโนโลยี Liquid Crystal พร้อมเคลือบสารป้องกันรังสีอินฟราเรดและความร้อนจากแสงแดด รวมถึงป้องกันรังสี UV ได้สูงถึง 99.9% ทั้งยังตอบโจทย์อรรถประโยชน์ด้วยช่องเก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk) ความจุ 128 ลิตร และห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย 570 ลิตร ซึ่งสามารถขยายได้สูงสุดถึง 1,740 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง



ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้ผสานงานสถาปัตยกรรมเข้ากับความสะดวกสบายอย่างลงตัว โดยมีไฮไลต์เป็นหน้าจอ MBUX Hyperscreen ขนาด 39.1 นิ้ว ทอดยาวต่อเนื่องจากเสา A ฝั่งซ้ายจรดเสา A ฝั่งขวาแบบ Pillar-to-Pillar ช่องปรับอากาศแบบ Galvanised Air Vents เพิ่มสัมผัสประณีต ควบคุมสภาพอากาศผ่านระบบ Climate Control อัจฉริยะ พร้อมระบบไฟ Ambient Lighting ที่ทำงานประสานเข้ากับ Ambient Styles และโหมดการขับขี่ เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายและตอบสนองอารมณ์ของผู้ใช้งานในทุกช่วงเวลา



หัวใจแห่งการเชื่อมต่อดิจิทัลขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ MB.OS ที่เปรียบเสมือน Superbrain ผสานขุมพลัง AI ยุคใหม่ พร้อมระบบ MBUX Virtual Assistant ที่ประมวลผลด้วยสถาปัตยกรรม Multi-Agent Approach ดึงศักยภาพ Generative AI จากพันธมิตรระดับโลก ทั้ง Microsoft Bing, ChatGPT 4 และ Google Gemini บนแพลตฟอร์ม Vertex AI มาร่วมตอบสนองการสั่งการด้วยเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ ไร้รอยต่อด้วยระบบนำทาง Google Maps แบบอินทิเกรต และรองรับการอัปเดตฟังก์ชันผ่านสัญญาณไร้สาย Over-the-Air (OTA) ด้วย Mercedes-Benz Intelligent Cloud ช่วยให้ซอฟต์แวร์ของตัวรถสดใหม่อยู่เสมอ



สมรรถนะการขับขี่มาในรหัส Mercedes-Benz GLC 300 4MATIC electric 2026 ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ Permanently Excited Synchronous Motors (PSM) แยกเพลาหน้าและเพลาหลัง ขับเคลื่อน 4 ล้อ All-wheel drive ให้กำลังสูงสุด 421 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 800 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 210 กม./ชม. จุดเด่นสำคัญอยู่ที่การติดตั้งระบบส่งกำลังแบบ 2 จังหวะ (Two-speed transmission) ที่ช่วยบริหารรอบการหมุนของมอเตอร์ไฟฟ้าในทุกย่านความเร็ว ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองพลังงานเฉลี่ยประหยัดเพียง 15-16 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร
ด้านระบบกักเก็บพลังงาน มาพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูง 800V ความจุ 85 kWh ให้ระยะทางขับขี่ไกลสูงสุดถึง 616 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม ตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP รองรับการชาร์จไฟกระแสตรง DC Fast Charging กำลังไฟฟ้าสูงสุด 320 kW ทำให้การชาร์จเพียง 10 นาที สามารถเพิ่มระยะทางขับขี่ได้ถึง 255 กิโลเมตร และชาร์จจาก 10-80% ในเวลาเพียง 22 นาที ขณะที่การชาร์จแบบกระแสสลับ AC รองรับกำลังสูงสุด 22 kW ใช้เวลาชาร์จจาก 0-100% ราว 4 ชั่วโมง 45 นาที



ระบบการขับขี่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ด้วย TERRAIN MODE ที่ปรับแต่งการตอบสนองของระบบขับเคลื่อน พวงมาลัย และเบรกให้เหมาะสมกับเส้นทางทั้งแบบ On-Road และ Off-Road เสริมทัศนวิสัยด้วยกล้องมองรอบคัน 360 องศา พร้อมฟังก์ชัน Transparent Bonnet มองทะลุฝากระโปรงหน้าเพื่อตรวจดูสภาพพื้นผิวด้านใต้ท้องรถอย่างแม่นยำ ผสานระบบ One-Box Braking System ควบคุมแรงเบรกและการดึงพลังงานกลับ Recuperation คืนสู่แบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจด้วยแพ็กเกจความปลอดภัย MB.DRIVE เจเนอเรชันที่ 6 ซึ่งบรรจุเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงครบครัน ทั้ง DISTRONIC, Blind Spot Assist Plus, Lane Keeping Function, Steering Assist, Brake Assist และระบบช่วยจอดอัตโนมัติ MB.DRIVE PARKING ASSIST 360



ผู้สนใจสัมผัสนวัตกรรมและชมคันจริงของ Mercedes-Benz electric GLC 2026 สามารถเข้าชมได้ในงาน Mercedes-Benz StarFest 2026: Celebrating The Extraordinary ณ ศูนย์การค้า Gaysorn Amarin ชั้น G ตั้งแต่วันที่ 24 – 27 กันยายน 2569 โดยทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมประกาศราคาจำหน่ายในงาน Motor Expo 2026 ช่วงปลายปีนี้



Bangkok Motorhaus มองอย่างไร



การปรากฏตัวของ Mercedes-Benz electric GLC 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของตลาดพรีเมียมเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงแค่การนำโมเดลยอดนิยมมาสลับเปลี่ยนขุมพลัง แต่เป็นการสร้างขึ้นใหม่บนสถาปัตยกรรมเฉพาะ MB.EA-M พร้อมเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงดันสูง 800V และชุดเกียร์ 2 จังหวะที่ช่วยปลดล็อกทั้งสมรรถนะและความประหยัดในระดับ 15-16 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือการวางหมากด้านราคาคาดการณ์ที่ไม่เกิน 3.7 ล้านบาท สำหรับรุ่นประกอบในประเทศ พ่วงขุมพลังมอเตอร์คู่ 421 แรงม้า แบตเตอรี่ 85 kWh ที่วิ่งได้ไกลกว่า 616 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ท้าชนคู่แข่งร่วมสัญชาติและพรีเมียมเอสยูวีจากแดนมังกรได้อย่างน่าสนใจ หากราคาจำหน่ายจริงในงาน Motor Expo 2026 สามารถเปิดตัวได้ใกล้เคียงกับราคาคาดการณ์นี้ ย่อมช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์หรูพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ



คำถามสำคัญที่ชวนติดตามต่อไปคือ เมื่อเมอร์เซเดส-เบนซ์ส่งเอสยูวีไฟฟ้าเซกเมนต์หลักลงตลาดด้วยเทคโนโลยีระดับเรือธงเช่นนี้ ตลาดลักชัวรีอีวีในไทยจะเกิดแรงกระเพื่อมอย่างไร และระบบนิเวศการชาร์จแบบ High-Power DC 320 kW ในบ้านเราจะเติบโตทันเพื่อรองรับขีดความสามารถสูงสุดของตัวรถได้เร็วแค่ไหน ซึ่งนับเป็นมิติที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการยานยนต์ไทยช่วงปลายปีนี้อย่างยิ่ง









