
บีวายดี ออโต้ ประเทศไทย จับมือ เรเว่ ออโตโมทีฟ ฉลองความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ โรงงานระยองเดินหน้าประกอบรถยนต์พลังงานใหม่ครบ 100,000 คัน ชู BYD ATTO 3 2026 เป็นคันสถิติ พร้อมดันสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศแตะ 50% และเร่งเครื่องส่งออกสู่ตลาดโลก
ดูราคา สเปก และรุ่นย่อยทั้งหมดของ BYD ATTO 3 ในฐานข้อมูลรถยนต์ Bangkok Motorhaus
บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่แบรนด์ บีวายดี และ เดนซ่า อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ประกาศหมุดหมายความสำเร็จครั้งสำคัญของโรงงานผลิตรถยนต์ บีวายดี ประเทศไทย ในโอกาสดำเนินการประกอบรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศแตะระดับ 100,000 คันอย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาดควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมี นายเบนสัน เคอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด และ นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ ร่วมแถลงข่าวความสำเร็จอย่างเป็นทางการ ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569



ความสำเร็จก้าวสำคัญระดับ 100,000 คัน เกิดขึ้นภายหลังจากการเริ่มส่งมอบ BYD Dolphin 2026 เป็นรถยนต์คันแรกจากสายการผลิตในไทย ซึ่งตรงกับวาระที่ บีวายดี ส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่คันที่ 8,000,000 ของโลกเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา โรงงานแห่งนี้เป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งแรกของค่ายนอกประเทศจีน ด้วยงบลงทุนมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท บนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ จังหวัดระยอง โดยมีกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการทั้งในประเทศและระดับสากล






ในปัจจุบัน โรงงาน บีวายดี จังหวัดระยอง ดำเนินการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครอบคลุม 5 รุ่นหลัก ได้แก่ BYD Dolphin 2026, BYD ATTO 3 2026, BYD Seal 5 DM-i 2026, BYD Sealion 5 DM-i 2026 และ BYD Sealion 6 DM-i 2026 โดยทุกรุ่นได้รับใบรับรอง Made in Thailand จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งยังสร้างงานให้กับบุคลากรไทยกว่า 6,000 ตำแหน่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนแรงงานไทยสูงถึง 95% พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุปทานด้วยสัดส่วนชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ราว 50% ผ่านความร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนในไทยกว่า 266 ราย และได้รับการรับรองมาตรฐาน TAI แล้วกว่า 1,090 รายการ



นอกจากตอบสนองตลาดภายในประเทศแล้ว ฐานการผลิตแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการส่งออกยานยนต์พวงมาลัยขวา โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สัดส่วนการส่งออกคิดเป็น 40% ของยอดการผลิตทั้งหมด ด้วยยอดส่งออกสะสมกว่า 24,000 คัน กระจายสู่ตลาดต่างประเทศกว่า 10 ประเทศและเขตการปกครอง ครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ ออสเตรเลีย และยุโรป ยืนยันถึงมาตรฐานคุณภาพฝีมือแรงงานไทยในเวทีระดับโลก



สำหรับรถยนต์คันประวัติศาสตร์ลำดับที่ 100,000 ที่ออกจากสายการผลิตของโรงงาน บีวายดี ประเทศไทย คือ BYD ATTO 3 2026 ซึ่งภายในงานได้มีการจัดพิธีส่งมอบรถยนต์หลากหลายรุ่นที่ประกอบขึ้นในประเทศให้แก่ตัวแทนกลุ่มผู้ซื้อชาวไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงความขอบคุณและตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้ใช้รถชาวไทยที่มีต่อผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างต่อเนื่อง



เบื้องหลังศักยภาพการผลิตอันรวดเร็วขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ครบวงจร เริ่มตั้งแต่อาคารปั๊มขึ้นรูป (Stamping) ที่รองรับการผลิตระดับ 6,000 ชุดตัวถังต่อเดือน ติดตั้งเครื่องปั๊มขึ้นรูปอัตโนมัติแรงกดมหาศาล 7,900 ตัน พร้อมแท่นทดสอบแม่พิมพ์ขนาด 2,500 ตัน และระบบจัดเก็บอุปกรณ์จับชิ้นงานอัตโนมัติ ซึ่งรองรับทั้งงานขึ้นรูปลึก งานเจาะรู งานพับขอบ และงานปรับรูปทรงอย่างแม่นยำ



ด้านกระบวนการพ่นสี (Automotive Paint Shop) ใช้นวัตกรรมสีสูตรน้ำ 3C2B พร้อมห้องพ่นสีแบบแห้งรุ่นใหม่ และเทคโนโลยีเผาทำลายสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่อุณหภูมิสูง (RTO) เพื่อลดการปล่อยก๊าซ VOC ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด ทำงานร่วมกับระบบเคลือบสีกันสนิมตัวถัง (PT/ED) การทากาวตัวถังด้วยหุ่นยนต์ 19 ตัว และหุ่นยนต์พ่นสีรองพื้น-สีจริงอัตโนมัติอีก 64 ตัว ควบคู่กับการตรวจสอบความสมบูรณ์ของชั้นฟิล์มสีโดยผู้เชี่ยวชาญ






ขณะที่โรงงานเชื่อมประกอบตัวถัง (Welding Factory) ครอบคลุมพื้นที่ 70,000 ตารางเมตร ออกแบบอาคารโครงสร้าง 2 ชั้น มีสายการผลิต 20 สายและสถานีผลิต 200 สถานี ติดตั้งหุ่นยนต์เชื่อมประกอบอัตโนมัติมากถึง 520 ตัว พร้อมพนักงานสัญชาติไทยกว่า 98% สายการผลิตมีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับการประกอบโครงสร้างตัวถังได้มากถึง 10 โมเดล ด้วยความเร็วในการผลิตสูงสุด 45 คันต่อชั่วโมง



หัวใจสำคัญด้านระบบขับเคลื่อนถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยโรงงานผลิตแบตเตอรี่ (Blade Battery Production Plant) ณ นิคมอุตสาหกรรม WHA ระยอง 36 ซึ่งถือเป็นฐานการประกอบแบตเตอรี่ PACK แห่งแรกของค่ายนอกประเทศจีน มีสายการผลิต 3 สาย รองรับกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 ชุดต่อปี ทำงานประสานกับโรงงานผลิตสายไฟรถยนต์ (Wire Harness) ที่เริ่มเดินสายการผลิตมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 รองรับรถยนต์ได้ 5 โมเดลหลัก กำลังการผลิตเฉลี่ย 6,500 ถึง 10,000 ชุดต่อเดือน ดำเนินงานภายใต้แนวทาง China-Thai Integration ด้วยพนักงานชาวไทย 99.3% ควบคุมคุณภาพแบบเรียลไทม์ด้วยระบบ MES และ Monitor Board



ปัจจุบัน ผู้สนใจและผู้ขับขี่ที่ต้องการสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ สามารถเดินทางไปทดลองขับและรับข้อเสนอพิเศษได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ บีวายดี และ เดนซ่า ทั้ง 171 แห่งทั่วประเทศ



Bangkok Motorhaus มองอย่างไร



การที่โรงงาน บีวายดี ประเทศไทย จังหวัดระยอง ก้าวขึ้นสู่ตัวเลขการผลิตสะสม 100,000 คันได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ไม่เพียงเป็นหมุดหมายแห่งชัยชนะด้านตัวเลขของทางค่ายและกลุ่มธุรกิจเรเว่เท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมระดับสูงในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (xEV) ระดับนานาชาติ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ตระกูล DM-i






จุดที่น่าจับตามองและถือเป็นสัญญาณบวกอย่างยิ่งต่อภาคอุตสาหกรรมในประเทศ คือการผลักดันสัดส่วน Local Content สูงถึง 50% ควบคู่กับการดึงซัพพลายเออร์สัญชาติไทยเข้ามาอยู่ในระบบห่วงโซ่อุปทานกว่าร้อยราย รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างโรงงานแบตเตอรี่ Blade Battery และโรงงานเชื่อมโครงสร้างตัวถังอัตโนมัติ ซึ่งช่วยยกระดับทักษะแรงงานไทยในระยะยาวอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน สัดส่วนการส่งออกที่แตะ 40% ไปยังตลาดพวงมาลัยขวาหลักอย่างออสเตรเลีย ยุโรป และเอเชียใต้ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานการประกอบจากระยองได้รับการยอมรับในระดับสากลแล้ว ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตเมื่อ บีวายดี เดินหน้าเปิดตัวไลน์อัปขุมพลัง DM-i และโมเดลใหม่ๆ ในตลาดไทยเพิ่มเติม ฐานการผลิตแห่งนี้จะสามารถต่อยอดสู่การเป็น Global Hub ของยานยนต์พลังงานใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อเพียงใด และผู้บริโภคชาวไทยจะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและต้นทุนชิ้นส่วนในประเทศมากน้อยแค่ไหนในระยะยาว









