เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดกิจกรรม TANK OFF-ROAD ACADEMY ครั้งที่ 3 ณ จังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งมอบองค์ความรู้เชิงลึกและเปิดโอกาสให้เจ้าของรถยนต์รวมถึงผู้ที่สนใจได้ทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ในสถานการณ์ออฟโรดจริง โดยได้รับความร่วมมือจากพาร์ทเนอร์สโตร์ในพื้นที่อย่าง GWM อนุภาษ ภูเก็ต ในการร่วมดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การตลาดเชิงประสบการณ์ (Experiential Marketing) ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายคอมมูนิตี้กลุ่มผู้ใช้งานในนาม TANKER ภูมิภาคภาคใต้ให้มีความเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น








รายละเอียดสถานีทดสอบออฟโรดในสนามจำลองเหมืองเจ้าฟ้า
การฝึกอบรมภาคปฏิบัติในครั้งนี้จัดขึ้น ณ สนามเหมืองเจ้าฟ้า จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการจำลองอุปสรรคตามธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เรียนรู้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะและฟังก์ชันช่วยเหลือการขับขี่ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย โดยแบ่งออกเป็นสถานีทดสอบหลักดังนี้
- สถานี Dirt Road หรือเส้นทางลูกรัง ฝึกฝนทักษะการควบคุมพวงมาลัยและการทรงตัวของตัวรถบนพื้นผิวกรวดและหินธรรมชาติ พร้อมทดลองเลือกใช้โหมดการขับขี่อัจฉริยะให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ

การทดสอบขับขี่บนสถานี Dirt Road เส้นทางลูกรังเพื่อฝึกการทรงตัว 
GWM TANK ลุยฝ่าเส้นทางกรวดและหินธรรมชาติอย่างมั่นคง 
การเลือกใช้โหมดการขับขี่อัจฉริยะบนพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ - ฟังก์ชัน TANK Turn ระบบกลับรถในที่แคบ ทดสอบเทคโนโลยีกลไกช่วยลดรัศมีวงเลี้ยวในพื้นที่จำกัด โดยระบบจะควบคุมแรงดันเบรกที่ล้อหลังด้านในเพื่อช่วยให้การหักเลี้ยวผ่านอุปสรรคบนเส้นทางออฟโรดที่แคบเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

การสาธิตการใช้งานฟังก์ชัน TANK Turn ระบบช่วยกลับรถในที่แคบ 
กลไกการล็อกล้อหลังด้านในเพื่อช่วยในการหักเลี้ยวผ่านสิ่งกีดขวาง 
การควบคุมทิศทางอย่างง่ายดายบนสภาพเส้นทางออฟโรดที่จำกัด - สถานี Alternating Pits หรือหลุมสลับ เรียนรู้การควบคุมจังหวะคันเร่งและแรงบิดเพื่อขับผ่านเส้นทางหลุมลึกสลับไขว้ ควบคู่กับการใช้งานระบบกล้องมองภาพรอบทิศทางที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสภาพพื้นผิวและสิ่งกีดขวางใต้ท้องรถได้อย่างชัดเจน

การทดสอบบนสถานี Alternating Pits หลุมสลับลึกเพื่อฝึกจังหวะคันเร่ง 
การทำงานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะขณะผ่านเนินหลุมสลับ 
ผู้ขับขี่ใช้งานระบบกล้องมองภาพรอบทิศทางเพื่อดูอุปสรรคใต้ท้องรถ - สถานี Incline และ Decline Slope ทางลาดชัน ติวเข้มเทคนิคการควบคุมรถขึ้นและลงเนินเขาที่มีความลาดชันสูงอย่างถูกวิธี พร้อมทดลองใช้งานระบบช่วยควบคุมความเร็วสำหรับการขับขี่ออฟโรดอัตโนมัติ (Crawl Control) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย

การขับขี่ขึ้นทางลาดชันบนสถานี Incline Slope ด้วยกำลังแรงบิดรอบต่ำ 
ฟังก์ชัน Crawl Control ควบคุมความเร็วขณะขึ้นและลงเขาลาดชันโดยอัตโนมัติ 
การฝึกทักษะการทรงตัวและการควบคุมจังหวะความเร็วทางลาดชัน
นอกจากสนามจำลองแล้ว กิจกรรมครั้งนี้ยังครอบคลุมเส้นทาง Adventure Track ซึ่งเป็นเส้นทางออนโรดและออฟโรดในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำทักษะและองค์ความรู้จากภาคทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในการเดินทางร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่ม




GWM TANK กับความสำเร็จและการสร้างเครือข่ายผู้ใช้งานในไทย
ปัจจุบันรถยนต์ในอนุกรมเอสยูวีสายลุยได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดส่งมอบรวมไปแล้วมากกว่า 10,000 ครอบครัว ซึ่งทาง คุณเวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ระบุว่าโครงการนี้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการส่งมอบประสบการณ์เชิงลึกที่ครอบคลุมมากกว่าตัวผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวและส่งต่อความมั่นใจจากประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริงออกไปในวงกว้าง ทั้งนี้ GWM มีแผนที่จะดำเนินกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยสถานีต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ




Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
แนวทางการจัดกิจกรรมโรงเรียนฝึกอบรมออฟโรดของ GWM ในครั้งนี้ ถือเป็นแนวทางที่ตรงจุดสำหรับการทำตลาดรถยนต์ประเภทหมวดหมู่ออฟโรดและเอสยูวีขนาดใหญ่ เนื่องจากรถยนต์ตระกูล GWM TANK 300 2026 และ GWM TANK 500 2026 เป็นรถยนต์ที่ได้รับการติดตั้งระบบวิศวกรรมและเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ในทางฝุ่นมาค่อนข้างเต็มพิกัด ซึ่งในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานทั่วไป โดยเฉพาะการขับขี่ในเมือง มักจะไม่มีโอกาสได้เปิดใช้งานฟังก์ชันขั้นสูงเหล่านี้ เช่น ระบบล็อกเฟืองท้าย (Differential Lock) ระบบกลับรถในที่แคบ (TANK Turn) หรือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติบนทางลาดชัน การจัดพื้นที่ให้ลูกค้าได้ทดลองใช้งานในสถานการณ์จำลองที่ปลอดภัย จึงช่วยสร้างการรับรู้ในคุณค่าของตัวรถ (Perceived Value) และทำให้ผู้ขับขี่เข้าใจขีดความสามารถที่แท้จริงของระบบกลไกในตัวรถยนต์




ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมในแง่ของผลิตภัณฑ์คือ ทิศทางของแบรนด์ที่มีความเคลื่อนไหวในส่วนของขุมพลังทางเลือก โดยมีการเน้นย้ำถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ในรหัสดีเซล (Diesel) มากขึ้น ซึ่งนี่ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการปรับตัวเพื่อเข้าหาพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่นิยมใช้งานรถยนต์เอสยูวีพื้นฐานกระบะ (PPV) เครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก เนื่องด้วยจุดเด่นเรื่องแรงบิดในรอบต่ำ ความทนทานในการลุยน้ำลึก และความคุ้นเคยของอู่ซ่อมบำรุงในไทย การส่งเสริมเทคโนโลยีสายลุยควบคู่ไปกับการสร้างคอมมูนิตี้ “TANKER” จึงเป็นแท็กติกในการสร้างเกราะป้องกันแบรนด์ (Brand Loyalty) ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเกิดความรู้สึกผูกพันและแชร์ประสบการณ์เชิงบวกต่อกัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสถียรของระบบขับเคลื่อนออฟโรดในระยะยาว




จุดสังเกตสำคัญถัดไปคือ การรักษามาตรฐานของพาร์ทเนอร์สโตร์และการกระจายความพร้อมของศูนย์บริการในการรองรับรถยนต์สายลุยเหล่านี้หลังจากนำไปใช้งานในสภาพหนักหน่วง รวมถึงการควบคุมราคาอะไหล่เฉพาะทางของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อให้มีความสมเหตุสมผล หาก GWM สามารถบริหารจัดการความพร้อมด้านบริการหลังการขายควบคู่ไปกับการเดินสายจัดกิจกรรมให้ความรู้เช่นนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกใช้งานรถยนต์แบรนด์จีนในเซกเมนต์นี้ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นได้เป็นอย่างดีครับ


















