
บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) จัดงานใหญ่ “THAIVIVAT NEXT MOVE – Driving the Future of Motor Insurance” ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 75 พร้อมประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาประกันภัยยุคใหม่ จากการทำหน้าที่ชดเชยค่าเสียหายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไปสู่การดูแลชีวิตประจำวันของผู้คนในทุกมิติ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การเปิดตัว “Crash Detection” ระบบตรวจจับอุบัติเหตุอัตโนมัติบนสมาร์ตโฟนที่เข้ามาประสานความช่วยเหลือฉุกเฉินได้แบบเรียลไทม์
ทางด้านทิศทางการดำเนินงาน ทางค่ายมุ่งต่อยอดวิสัยทัศน์ “Beyond Peace of Mind สู่ Quality of Life” ภายใต้แนวคิด “คิดเผื่อ เพื่อทุกชีวิต” โดยขยายความคุ้มครองไปยังกลุ่ม Non-Motor ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ของปี 2569 ครอบคลุมทั้งประกันสุขภาพ Active Health ที่จับมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง Garmin และ Decathlon มอบส่วนลดเบี้ยรายเดือนสูงสุด 40% ประกันบ้าน TVI Homie Care ที่ออกแบบมารองรับทั้งสัตว์เลี้ยงและแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Wallbox) ตลอดจนประกันเดินทางต่างประเทศ TVI Smart Delay ที่มอบสิทธิ์พักผ่อนใน LoungeKey ทันทีหากเที่ยวบินล่าช้าเกิน 90 นาที
ในกลุ่มประกันภัยรถยนต์ ทางผู้ให้บริการได้ย้อนรอยความสำเร็จตลอด 10 ปีของ “ประกันรถเปิดปิด” นวัตกรรม Pay-per-use ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยคอนเซปต์จ่ายค่าเบี้ยตามการขับจริง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงสุดถึง 80% จนได้รับความไว้วางใจสะสมมากกว่า 400,000 กรมธรรม์ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมเสริมฟีเจอร์ “รถติดไม่คิดเบี้ย” ที่คืนเวลาการใช้งานให้ผู้ถือกรมธรรม์ไปแล้วกว่า 30 ล้านนาที



นอกจากนี้ ยังได้ยกระดับ Motor Insurance Ecosystem ให้ครบวงจร ตั้งแต่การนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยตรวจสภาพและประเมินความเสียหาย การควบคุมคุณภาพงานซ่อมและสต็อกอะไหล่ผ่าน “Thaivivat Guarantee” และศูนย์ Quality Control Center ไปจนถึงบริการมอบ “รถทดแทนระหว่างซ่อม” ให้ผู้ใช้รถสามารถรับรถคันสำรองได้โดยตรง ณ อู่พาร์ทเนอร์จุดเดียวกับที่นำรถเข้าซ่อม เพื่อให้การเดินทางในชีวิตประจำวันไม่สะดุด
สำหรับหัวใจสำคัญของงานอย่าง “Crash Detection” ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ในวินาทีวิกฤต ซึ่งผู้ประสบเหตุอาจตกใจ บาดเจ็บ หรือไม่สามารถโทรศัพท์แจ้งพิกัดสถานที่ได้ด้วยตนเอง ระบบนี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะเริ่มปฏิบัติการทันทีที่ยานพาหนะเกิดการชนหรือกระแทก



กลไกการทำงานของ Crash Detection ทำงานผ่านแอปพลิเคชัน Thaivivat โดยอาศัยเซ็นเซอร์ตรวจวัดความเร่งและการเคลื่อนไหวที่ติดตั้งอยู่ภายในสมาร์ตโฟน ผสานการประมวลผลด้วยอัลกอริทึมที่แม่นยำ เมื่อตรวจพบแรงกระแทกที่เข้าเกณฑ์อุบัติเหตุ ระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบและยืนยันเหตุฉุกเฉินได้ทันทีบนหน้าจอ
เมื่อผู้ใช้งานกดยืนยันขอความช่วยเหลือ พิกัดตำแหน่งดาวเทียม (GPS) และข้อมูลที่จำเป็นจะถูกส่งตรงเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการของไทยวิวัฒน์ เพื่อประสานงานส่งทีมช่วยเหลือฉุกเฉินไปยังจุดเกิดเหตุอย่างแม่นยำ พร้อมแสดงสถานะการเดินทางของทีมช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วที่สุดโดยไม่ต้องคอยโทรอธิบายเส้นทางด้วยตัวเอง
นอกจากการพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยแล้ว ทางผู้ให้บริการยังเปิดตัวโครงการ “Thaivivat Caring Forward คิดเผื่อ เพื่อสังคม” สำหรับผู้ขับขี่ที่มีประวัติดีและไม่มีการเคลมฝ่ายผิดตลอดปีกรมธรรม์ ซึ่งนอกจากจะได้รับส่วนลดประวัติดีตามปกติแล้ว ทางบริษัทจะนำเบี้ยประกันส่วนหนึ่งไปร่วมบริจาคให้กับมูลนิธิที่ผู้ถือกรมธรรม์เลือกสนับสนุน พร้อมรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี โดยครอบคลุมองค์กรการกุศลชั้นนำ เช่น สภากาชาดไทย, มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก, มูลนิธิกระจกเงา, มูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) และมูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นต้น



พร้อมกันนี้ ในวาระครบรอบ 75 ปี ทางบริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อร่วมสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เพื่อรองรับการวิจัย พัฒนาการแพทย์ และการดูแลรักษาผู้ป่วยในอนาคต
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร

การเปิดตัวเทคโนโลยี Crash Detection ของประกันภัยไทยวิวัฒน์ นับเป็นหมุดหมายที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับวงการ Motor Insurance และผู้ใช้รถในเมืองไทย เพราะเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับ (Reactive) ที่ต้องรอให้ผู้ประสบเหตุเป็นฝ่ายโทรแจ้ง มาสู่การดูแลเชิงรุก (Proactive) แบบเรียลไทม์ ซึ่งที่ผ่านมาฟังก์ชันตรวจจับการชนอัตโนมัติมักจะจำกัดอยู่เฉพาะในสมาร์ตโฟนแฟลกชิปรุ่นท็อป หรือระบบเทเลเมติกส์ของรถยนต์หรูราคาแพงเท่านั้น
การที่ไทยวิวัฒน์นำระบบนี้มาผนวกไว้บนแอปพลิเคชันสมาร์ตโฟนทั่วไป จึงเป็นการกระจายเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงให้เข้าถึงผู้ขับขี่ในวงกว้างได้อย่างแท้จริง ยิ่งเมื่อผสานเข้ากับ Ecosystem ของ “ประกันรถเปิดปิด” และสิทธิประโยชน์ด้านการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV ก็น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ในอนาคตระบบตรวจจับอุบัติเหตุและการประมวลผลเซ็นเซอร์พฤติกรรมการขับขี่ (Telematics & UBI) จะสามารถต่อยอดไปสู่การคำนวณเบี้ยประกันรายบุคคลที่แม่นยำและเป็นธรรมยิ่งขึ้นได้มากน้อยเพียงใด





