
บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ DENZA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญผ่าน 4 หมุดหมายหลัก เพื่อตอกย้ำจุดยืนในการร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์พลังงานสะอาดของไทยในระยะยาว
ประกอบด้วยการสร้างยอดส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่สะสมรวมมากกว่า 130,000 คัน การดำเนินงานครบรอบ 2 ปีของโรงงานผลิตในประเทศ การเปิดตัวพรีเซนเตอร์คนแรกของโมเดลยอดนิยม และการบุกตลาดด้วยการประกาศราคาคาดการณ์ของรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่เพียงแต่นำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภคชาวไทยเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมสิทธิพิเศษมากมายเพื่อแสดงความขอบคุณลูกค้าภายในเดือนนี้อีกด้วย


นายเบนสัน เคอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การครบรอบ 2 ปีของโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการสร้างยอดส่งมอบสะสมที่ผ่านหลัก 130,000 คัน ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยมอบให้กับแบรนด์ตลอดมา
โดยความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้าทุกท่าน ซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมาทางแบรนด์มุ่งมั่นพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งควบคู่ไปกับเศรษฐกิจไทย ผ่านการสร้างงานให้แรงงานไทย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศ และพร้อมเดินหน้านำเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลกมาสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน
ด้าน นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า ในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมเดินทาง พร้อมสานต่อความสำเร็จด้วยการนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในวงกว้าง โดยปัจจุบันทางแบรนด์พร้อมขยายขีดจำกัดด้วยขุมพลังเทคโนโลยีอัจฉริยะ DM-i
ล่าสุดได้มีการเปิดตัว BYD SEALION 5 DM-i 2026 รุ่นย่อยใหม่เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ให้ได้สัมผัสประสบการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดที่สามารถเติมน้ำมันได้ โดดเด่นด้วยความประหยัด สมรรถนะที่ทรงพลัง และความสะดวกสบายในการใช้งานจริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างราบรื่น
ขณะที่ นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวเสริมว่า เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทางกลุ่มธุรกิจเรเว่ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการให้ครอบคลุมกว่า 175 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าทุกท่านจะสามารถเข้าถึงบริการหลังการขายที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ จึงได้เปิดตัว คุณหลิงหลิง – ศิริลักษณ์ คอง เป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของรถยนต์รุ่น BYD SEALION 5 DM-i 2026 ซึ่งจะมาช่วยสื่อสารและสร้างความเชื่อมโยงอันดีกับผู้บริโภครุ่นใหม่ในปัจจุบัน

รายละเอียดหมุดหมายความสำเร็จและไฮไลท์สำคัญ
การส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่คันที่ 130,000 ในประเทศไทย
ยานยนต์คันพิเศษที่ได้รับการส่งมอบในหมุดหมายนี้คือ BYD SEALION 5 DM-i 2026 โดยส่งมอบให้กับ คุณอุษา เสมคำ นักแสดงชื่อดังผู้รับบทบาท อาม่าเหม้งจู จากภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบขับเคลื่อนดังกล่าวสามารถเข้าถึงและตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคได้ในทุกช่วงวัย ด้วยมาตรฐานอุปกรณ์ที่ครบครันและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังคงมุ่งมั่นทำประโยชน์เพื่อสังคมผ่านการสนับสนุนรายการกีฬาใหญ่หลายรายการ เช่น ฟุตบอลทีมชาติไทย การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก และงานวิ่งระดับโลก รวมถึงการส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยในวิกฤติต่างๆ
โรงงานผลิตในประเทศดำเนินงานครบ 2 ปี พร้อมมาตรฐานการผลิต 5 รุ่นหลัก
โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ จังหวัดระยอง ถือเป็นโรงงานแห่งแรกของแบรนด์ที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน มีกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คันต่อปี ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 34,814 ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ 5 รุ่น ประกอบด้วย BYD DOLPHIN 2026, BYD ATTO 3 2026, BYD SEAL 5 DM-i 2026, BYD SEALION 5 DM-i 2026 และ BYD SEALION 6 DM-i 2026
ซึ่งทุกรุ่นได้รับการรับรองมาตรฐาน Made in Thailand (MiT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมในประเทศด้วยการจ้างงานแรงงานไทยกว่า 94% จากพนักงานทั้งหมด 5,234 อัตรา และมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 46-50%
การเปิดตัวพรีเซนเตอร์สะท้อนภาพลักษณ์ยุคใหม่
การร่วมงานกับ คุณหลิงหลิง – ศิริลักษณ์ คอง ในฐานะพรีเซนเตอร์ของ BYD SEALION 5 DM-i 2026 มีส่วนสำคัญในการสร้างภาพจำอันเด่นชัดให้กับยนตรกรรมรุ่นนี้ในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีความหลากหลาย ซึ่งตัวรถสามารถตอบสนองต่อการเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล ควบคู่ไปกับการใส่ใจความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
การบุกตลาดด้วยรุ่นย่อยใหม่ในราคาที่เข้าถึงง่าย
แนะนำรุ่นย่อยใหม่ล่าสุดเพื่อเสริมทัพยานยนต์พลังงานทางเลือก ทางแบรนด์ได้จัดแคมเปญพิเศษจำกัดสิทธิ์เฉพาะช่วงเปิดตัวด้วยราคาโปรโมชันพิเศษ 699,900 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดให้แก่ผู้บริโภคในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น



- BYD SEALION 5 DM-i Standard (แบตเตอรี่ 13.08 kWh) ราคาคาดการณ์รุ่นเริ่มต้น 699,900 บาท
- BYD SEALION 5 DM-i Dynamic (แบตเตอรี่ 18.3 kWh) ราคาจำหน่าย 759,900 บาท
- BYD SEALION 5 DM-i Premium (แบตเตอรี่ 18.3 kWh) ราคาจำหน่าย 799,900 บาท
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การออกมาเคลื่อนไหวของ บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ ในครั้งนี้ ถือเป็นแท็กติกการตลาดเชิงรุกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการประกาศความสำเร็จยอดส่งมอบ 130,000 คัน ควบคู่ไปกับการชูโรงงานผลิตในไทยที่ได้มาตรฐาน MiT ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นครั้งสำคัญในแง่ของความเสถียรด้านชิ้นส่วนและบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญสูงสุด
การขยายไลน์อัพของรุ่นย่อยใหม่อย่าง BYD SEALION 5 DM-i 2026 ถือเป็นการเปิดศึกโดยตรงกับกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฮบริดทั่วไปในพิกัด C-SUV และ B-SUV ตัวบน การใช้กลยุทธ์ชูเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดที่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าในชีวิตประจำวันแต่ยังเติมน้ำมันได้เมื่อเดินทางไกล ถือเป็นจุดประสานสำคัญที่ช่วยทลายกำแพงความกังวลเรื่องสถานีชาร์จ (Range Anxiety)


หันไปมองคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน การขยับตัวครั้งนี้สร้างแรงกดดันต่อค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นและคู่แข่งสัญชาติเดียวกันไม่น้อย เนื่องจากบีวายดีได้เปรียบในเรื่องของ Local Content ภายในประเทศที่สูงเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนและทำราคาได้ยืดหยุ่นกว่า ประกอบกับการดึงพรีเซนเตอร์ระดับแมสที่กำลังอยู่ในกระแสอย่าง คุณหลิงหลิง คอง มาร่วมงาน ยิ่งสะท้อนชัดว่ารอบนี้แบรนด์ต้องการขยายฐานลูกค้าจากกลุ่ม Tech-Savvy ไปสู่กลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และตลาดแมสในวงกว้างอย่างแท้จริง
แม้ขุมพลัง DM-i จะประหยัดและน่าสนใจ แต่การแข่งขันในตลาดระดับราคานี้มีความรุนแรงสูงมาก การรักษาระดับราคาขายต่อในตลาดมือสองและการควบคุมคุณภาพการบริการหลังการขายของดีลเลอร์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ในอนาคต







