บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการรายแรกของประเทศไทย จัดกิจกรรมสุดพิเศษเชิญลูกค้าคนสำคัญและครอบครัวร่วมเปิดประสบการณ์ชมภาพยนตร์แอนิเมชันฟอร์มยักษ์ “Toy Story 5” ในรูปแบบ Private Screening ณ โรงภาพยนตร์ สยามพารากอน ซีนีเพล็กซ์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบความสุขและกระชับความสัมพันธ์อันอบอุ่นตามแนวคิด “Beyond the Drive, Beyond the Moment” ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าในระยะยาวอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
กิจกรรม Private Screening ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อมอบสิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ที่ซื้อผ่านตัวแทนจำหน่าย AAS Auto Service เท่านั้น โดยมุ่งเน้นการสร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และกระชับความผูกพันภายในครอบครัวผ่านกิจกรรมร่วมสนุกและของที่ระลึกสุดน่ารัก











นโยบายหลักในการดูแล “AAS Looking after YOU and your CAR” คือกุญแจสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นมายาวนานกว่า 39 ปี สะท้อนผ่านความพร้อมของศูนย์บริการในการรองรับยนตรกรรมรุ่นใหม่อย่าง Porsche Macan Electric 2026 และ Porsche Taycan 2026





ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญได้รับการฝึกอบรมอย่างเข้มงวดจนผ่านการทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ซึ่งศูนย์บริการของ ปอร์เช่ เอเอเอสฯ ได้สร้างสถิติเป็นศูนย์ที่มีวิศวกรระดับเหรียญทองจำนวนมากที่สุดในศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด 12 ประเทศ
เครือข่ายศูนย์บริการและโชว์รูมมาตรฐานครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์รอบกรุงเทพฯ ทั้งหมด 5 สาขา เพื่อการเข้าถึงของลูกค้าอย่างสะดวกรวดเร็ว ประกอบด้วย
- Porsche Centre Bangkok
- Porsche Centre Pattanakarn
- Porsche Studio Siam Paragon
- Porsche Store Bangkok
- Porsche NOW Bangkok (Kanlapaphruek)

Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับตำนานอย่าง Toy Story 5 กับกิจกรรม Private Screening ถือเป็นการเลือกคอนเทนต์ที่ชาญฉลาดมาก เพราะตัวภาพยนตร์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของปอร์เช่ได้ทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่กลุ่มผู้ใหญ่รุ่นเก่าที่โตมากับภาคแรก ไปจนถึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่มีครอบครัวและมีลูกเล็ก การจัดงานในลักษณะนี้เป็นการสร้าง “อารมณ์ร่วมและการจดจำแบรนด์” (Emotional Branding) ที่เงินเพียงอย่างเดียวซื้อไม่ได้ และทำให้คำว่า “ครอบครัว AAS” (AAS Family) จับต้องได้จริงในใจของผู้บริโภค
การที่ AAS พยายามเน้นย้ำเรื่อง “ความสัมพันธ์ไม่ได้สิ้นสุดลงในวันที่ส่งมอบรถยนต์” ควบคู่กับการโชว์จุดเด่นด้านทีมวิศวกรระดับเหรียญทอง ZPT3 Gold ที่มากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก เป็นกลยุทธ์การปิดจุดอ่อนด้านความกังวลของลูกค้ารถหรูในไทยได้อย่างตรงจุด เพราะหัวใจของรถซูเปอร์คาร์หรือสปอร์ตคาร์ระดับพรีเมียมคือความซับซ้อนของระบบกลไกและระบบไฟฟ้า ยิ่งปอร์เช่เริ่มขยับไลน์อัปเข้าสู่ขุมพลังไฟฟ้า 100% มากขึ้น การส่งสัญญาณให้เห็นว่าพวกเขามีทักษะความพร้อมในการซ่อมบำรุงสูงที่สุดในภูมิภาค และพร้อมดูแลลูกค้าราวกับคนในครอบครัว ยิ่งเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ที่คู่แข่งรายอื่นยากจะลอกเลียนแบบได้ในเวลาอันสั้น
โจทย์สำคัญในอนาคตของเอเอเอสฯ คือการรักษาความต่อเนื่องของประสบการณ์พรีเมียมเหล่านี้ให้ครอบคลุมไปยังฐานลูกค้าที่ขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามยอดขายที่เติบโต การบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ให้ทั่วถึงในทุกระดับของเซกเมนต์ผู้เป็นเจ้าของปอร์เช่ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะตรึงลูกค้ากลุ่มนี้ให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) และเลือกที่จะกลับมาซื้อรถคันที่สองและคันที่สามกับทาง AAS ต่อไปในระยะยาวครับ








