
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประกาศเปิดตัว All-New Mitsubishi Pajero 2026 สปอร์ตเอสยูวีสายลุยระดับเรือธงเจเนอเรชันใหม่อย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักและเป็นประเทศแรกที่จะได้สัมผัสพร้อมวางจำหน่าย ก่อนเตรียมส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นการกลับมาสานต่อตำนานยนตรกรรมออฟโรดไอคอนิกที่มียอดผลิตสะสมกว่า 3.29 ล้านคัน พร้อมนิยามใหม่ภายใต้แกนหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความมั่นใจในการขับขี่ (Confidence) ความสะดวกสบาย (Comfort) และความเหนือระดับ (Prestige)
งานออกแบบภายนอกของ All-New Mitsubishi Pajero 2026 รังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “Grand Charisma” ถ่ายทอดเส้นสายแนวตั้งและแนวนอนอันทรงพลัง ผสานซุ้มล้อขนาดใหญ่บึกบึน โดยด้านหน้าได้รับแรงบันดาลใจจากศาสตร์การต่อสู้ “เคนโด้” (Kendo) มีให้เลือก 2 สไตล์ ทั้งกระจังหน้าซี่แนวนอนประณีต และกระจังหน้าลายรังผึ้งสปอร์ตแข็งแกร่ง ลงตัวกับชุดไฟหน้ารูปทรงตัว T อันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังสอดแทรกความคลาสสิกด้วยเสา C ที่ได้แรงบันดาลใจจากโรลบาร์ของรุ่นแรก และลวดลายหกเหลี่ยม Hexagonal Motif บริเวณฝาท้ายที่จำลองตำแหน่งที่เก็บยางอะไหล่ในตำนาน
ด้านเฉดสีตัวถัง ทางค่ายนำเสนอ 2 สีไฮไลต์พิเศษ ได้แก่ สีทองแดง Armor Copper ที่ให้ผิวสัมผัสหนักแน่นราวกับโลหะหล่อชิ้นใหญ่ ช่วยขับเน้นมัดกล้ามและมิติตัวถังให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และสีฟ้าอมเทา Phantom Blue ประกายทองที่เปลี่ยนมิติความเงางามไปตามองศาของแสงธรรมชาติ ขณะที่ภายในห้องโดยสารเลือกใช้โทนสีน้ำตาลคาเมล (Camel) ตกแต่งร่วมกับสีดำ เพื่อเสริมบรรยากาศความหรูหราควบคู่ไปกับคุณสมบัติการพรางร่องรอยจากการใช้งานสมบุกสมบันได้อย่างมีระดับ
ห้องโดยสารภายในยกระดับความประณีตด้วยการผสมผสานงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างเทคนิค “คิเมะโคมิ” (Kimekomi) ในการฝังหนังสังเคราะห์คุณภาพสูงเข้ากับพื้นผิวคอนโซลและแผงประตู เสริมด้วยการเย็บตะเข็บคู่รูปตัว S ตามแนวโค้งอย่างละเอียดอ่อน พร้อมติดตั้งแผงหน้าจอแบบชิ้นเดียว Monolithic Display ที่เชื่อมต่อหน้าจอดิจิทัลขนาด 14.3 นิ้ว จำนวน 2 จอเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน รองรับธีมภาพพื้นหลังที่เปลี่ยนตามช่วงเวลาของวันถึง 16 รูปแบบ และนำชุดมาตรวัด 3 ช่องคลาสสิกกลับมาตีความใหม่ในรูปแบบจอมัลติมิเตอร์ดิจิทัล บอกข้อมูลองศาความชัน ทิศทาง ระดับความสูง และการทำงานของระบบขับเคลื่อนแบบเรียลไทม์
ความสบายตลอดการเดินทางได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในรูปแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง เบาะผู้ขับขี่จัดวางในตำแหน่งยกสูงเพื่อทัศนวิสัยที่โปร่งโล่ง เบาะนั่งแถวที่สองเลื่อนหน้า-ถอยหลังได้ถึง 150 มิลลิเมตร พร้อมระบบพับจังหวะเดียว เบาะแถวที่สามออกแบบให้ผู้ใหญ่สามารถนั่งได้จริงพร้อมช่องสอดเท้าใต้เบาะแถวสองอย่างสะดวกสบาย อีกทั้งยังมีระบบระบายอากาศสำหรับเบาะนั่ง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระ 3 โซน และติดตั้งกระจกกันเสียง Acoustic Glass ทั้งกระจกบังลมหน้าและบานประตูทั้งตอนหน้าและหลัง ร่วมกับวัสดุซับเสียงรอบโครงสร้าง ช่วยให้ห้องโดยสารเงียบสงบในทุกย่านความเร็ว



ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อมาพร้อมหน้าจอสัมผัสรองรับ Smartphone-link Display Audio แบบไร้สาย และระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ MITSUBISHI CONNECT ที่สามารถสั่งการปรับอากาศล่วงหน้า เช็กสถานะตัวรถผ่านสมาร์ตโฟน และมีฟังก์ชัน SOS Call เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เติมเต็มสุนทรียภาพด้วยระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Ultimate พัฒนาร่วมกับยามาฮ่า มาพร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง แอมพลิฟายเออร์ 2 ชุด และระบบปรับชดเชยระดับเสียงตามความเร็วตัวรถแบบอัตโนมัติ
ขุมพลังขับเคลื่อนเป็นเครื่องยนต์คลีนดีเซล Hyper Power ขนาด 2.4 ลิตร พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษพร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน Single VGT รีดแรงบิดสูงสุดมหาศาลถึง 480 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด (8AT) ปรับจูนใหม่พร้อมโหมดสปอร์ต ให้การตอบสนองที่ฉับไว ราบรื่น และลดเสียงรบกวนของระบบส่งกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในการเดินทางบนทางเรียบและการปีนป่ายบนทางทุรกันดาร
สมรรถนะการลุยพึ่งพาโครงสร้างแชสซีส์แลดเดอร์เฟรม (Ladder Frame) เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงที่สืบทอดพันธุกรรมจากสนามแข่งแรลลี่ระดับโลก ผสานระบบกันสะเทือนหน้าอิสระแบบปีกนกสองชั้น และช่วงล่างด้านหลังแบบคานแข็ง 5-Link พัฒนาใหม่ พร้อมเสริมความแกร่งของจุดยึดตัวถัง มิติตัวรถยาว 4,920 มม. กว้าง 1,925 มม. สูง 1,910 มม. ระยะฐานล้อ 2,870 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 230 มม. มุมไต่ 30.4 องศา มุมคร่อม 22.6 องศา และมุมจาก 25.8 องศา พร้อมการกระจายน้ำหนักหน้า-หลังที่สมดุลในอัตราส่วน 52:48



หัวใจสำคัญด้านการควบคุมคือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II (SS4-II) ปรับได้ 4 โหมด (2H, 4H, 4HLc, 4LLc) ผสานการทำงานร่วมกับระบบ Super-All Wheel Control (S-AWC) ควบคุมการกระจายแรงบิดและการเบรกล้อซ้าย-ขวาด้วย Active Yaw Control (AYC) ระบบรักษาเสถียรภาพ ASTC ระบบเบรก ABS จานเบรกขนาดใหญ่ 18 นิ้ว พร้อมหม้อลมเบรกไฟฟ้า และโหมดการขับขี่ปรับตามสภาพพื้นผิวถึง 7 รูปแบบ (Normal, Eco, Gravel, Snow, Mud, Sand, Rock)
ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน 360 องศา ได้รับการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ MI-PILOT ผสานการทำงานของ ACC แบบแปรผันและระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA พร้อมระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Emergency Lane Assist (ELA) เป็นครั้งแรก เสริมด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้า FCM ตรวจจับได้ทั้งคน จักรยาน และมอเตอร์ไซค์พร้อมช่วยเบรกขณะเลี้ยวผ่านทางแยก ระบบเตือนจุดอับสายตาด้านหน้า FCTA ระบบตัดกำลังเมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด EAPM ถุงลมนิรภัย 8 ตำแหน่งรวมถึงถุงลมตรงกลางระหว่างเบาะหน้า และกล้องมองภาพรอบคันแบบ 3 มิติ พร้อมฟังก์ชันภาพใต้ท้องรถด้านหน้า (Underfloor View) ที่เปิดใช้งานอัตโนมัติเมื่อเข้าโหมด 4HLc และ 4LLc
สำหรับข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ เว็บไซต์พิเศษ Mitsubishi Pajero ของทางมิตซูบิชิ มอเตอร์ส
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร



การกลับมาของชื่อ All-New Mitsubishi Pajero 2026 ในฐานะโมเดลระดับเรือธงตัวจริงครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ไม่เพียงแต่นำจิตวิญญาณแห่งตำนานแรลลี่ดาการ์กลับมาปัดฝุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการผสานโครงสร้างแชสซีส์ Ladder Frame ยุคใหม่ เข้ากับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนระดับแนวหน้าอย่าง S-AWC และห้องโดยสารที่ประณีตเทียบชั้นรถยนต์พรีเมียมได้อย่างน่าทึ่ง
สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับตลาดเมืองไทย คือการวางตำแหน่งทางการตลาดและระดับราคาจำหน่ายที่จะเปิดเผยในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากตัวรถมีมิติที่ใหญ่โตขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมเทคโนโลยีและออปชันที่ขยับเข้าใกล้กลุ่มพรีเมียมออฟโรดเอสยูวีขนาดใหญ่ หากทางผู้ผลิตสามารถกำหนดราคาที่ตอบโจทย์และเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้รถที่กำลังมองหารถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งที่ลุยได้จริงและนั่งสบายระดับพรีเมียม All-New Mitsubishi Pajero 2026 รุ่นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ของไทยอย่างแน่นอน
แล้วทุกท่านมองว่าสมรรถนะระดับนี้ กับดีไซน์ใหม่ที่ผสานงานฝีมือสไตล์ญี่ปุ่น จะสามารถทวงคืนบัลลังก์เจ้าแห่งทางลุยได้สำเร็จหรือไม่ ?




