GAZOO Racing (GR) สำนักพัฒนารถสมรรถนะสูงในเครือ TOYOTA เปิดตัว ALL-NEW TOYOTA GRMN COROLLA 2026 รุ่นสูงสุดของตระกูล GR Corolla อย่างเป็นทางการ โดยรถรุ่นนี้ถูกพัฒนาและขัดเกลาจากสนาม Nürburgring ประเทศเยอรมนี ภายใต้แนวคิดการสร้างรถที่เชื่อมต่อคนขับกับตัวรถอย่างเป็นหนึ่งเดียว
โครงการนี้ได้รับแรงผลักดันจาก อากิโอะ โตโยดะ หรือประธาน Morizo ที่ต้องการถ่ายทอดจิตวิญญาณจากรถแข่งแรลลี่และสนามแข่งจริงสู่รถผลิตจำนวนจำกัดที่พร้อมรองรับการใช้งานแทร็กเดย์อย่างจริงจัง

โควตาจำหน่ายและกำหนดการ Toyota GRMN Corolla 2026
Toyota GRMN Corolla 2026 จะทำตลาดในรูปแบบ Limited Edition โดยเน้นจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น อเมริกาเหนือ และออสเตรเลียเป็นหลัก
สำหรับประเทศญี่ปุ่น โตโยต้าเตรียมเปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนรับสิทธิ์เจรจาซื้อขายผ่านระบบ GR app ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 และมีกำหนดเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป โดยมีรถคันจริงจัดแสดงที่ Fuji Motorsports Forest Welcome Center ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2026





มิติตัวถังและคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน
มิติตัวถังของ Toyota GRMN Corolla 2026 มีความยาว 4,410 มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร สูง 1,475 มิลลิเมตร และฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้าและหลังอยู่ที่ 1,590 และ 1,620 มิลลิเมตรตามลำดับ
ภายนอกติดตั้งชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์หลายรายการ เช่น ฝากระโปรงหน้าพร้อม Hood Duct, ซุ้มล้อหน้าพร้อม Fender Ducts, สปอยเลอร์กันชนหน้า และปีกหลังคาร์บอนไฟเบอร์ทรงสูงที่ปรับองศาเชิงกลได้ 5 ระดับ ตัวรถสี Black Gravite จับคู่ล้อฟอร์จ Matte Bronze ขนาด 18 นิ้ว และลดน้ำหนักลง 30 กิโลกรัมเหลือ 1,450 กิโลกรัมจากการตัดเบาะหลังออกให้เป็นโครงสร้าง 2 ที่นั่ง



ห้องโดยสาร 2 ที่นั่งและอารมณ์รถแข่ง
ภายในเน้นอารมณ์เรซซิ่งเต็มรูปแบบ แผงแดชบอร์ดและเสาหลังคาคู่หน้าตกแต่งด้วยวัสดุ Flocked สีดำด้านเพื่อลดแสงสะท้อนขณะขับในสนาม ส่วนแผงคอนโซลฝั่งผู้โดยสารใช้คาร์บอนไฟเบอร์จาก Carbon Section ของโรงงาน Motomachi Plant พร้อมลายเซ็น Morizo บนแผง Padding
เบาะคนขับเป็น Full Bucket Seat โครงสร้าง GFRP รองรับแรงเหวี่ยงขณะขับด้วยความเร็วสูง หัวเกียร์และแผงประตูตกแต่งด้วยสี Alumite Red พร้อมค้ำโช้คหลังขนาดใหญ่ในพื้นที่เบาะหลังเดิม และติดตั้งเพลทรันหมายเลขเฉพาะของรุ่น GRMN ทุกคัน





ขุมพลัง G16E-GTS 304 แรงม้า แรงบิด 415 นิวตันเมตร
ระบบขับเคลื่อนใช้เครื่องยนต์เบนซิน G16E-GTS 3 สูบแถวเรียง 1.6 ลิตร เทอร์โบชาร์จ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ปรับจูนจากบทเรียนสนามแข่งให้มีกำลังสูงสุด 224 กิโลวัตต์ หรือ 304 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 415 นิวตันเมตร
จุดสำคัญคือการเพิ่มแรงบิดในช่วงรอบกลาง 3,600-4,800 รอบต่อนาที เพื่อช่วยให้รถเร่งออกจากโค้งได้รวดเร็ว ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา iMT 6 สปีดอัตราทดชิด Close-ratio พร้อมระบบ Intercooler Spray เพื่อลดความร้อนสะสมระหว่างการขับหนักต่อเนื่อง


แชสซีส์ Nürburgring และ GR-FOUR ที่คมขึ้น
โครงสร้างตัวถังถูกเสริมด้วยกาวประสานโครงสร้างเพิ่มขึ้นอีก 13.9 เมตร รวมระยะกาวทั้งหมด 32.7 เมตร เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดการบิดตัวของตัวถัง ระบบช่วงล่างใช้โช้ก Monotube ระดับรถแข่ง ด้านหน้าเป็นแบบ Inverted Monotube และด้านหลังแบบ Upright Monotube พร้อม Internal Rebound Springs
พวงมาลัยไฟฟ้า EPS ถูกปรับซอฟต์แวร์ใหม่ให้แม่นยำขึ้นเมื่อรับแรง g สูง ยึดเกาะด้วยยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 ขนาด 245/40ZR18 และปรับโปรแกรมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ GR-FOUR ให้ส่งแรงบิดลงเพลาหลังได้คมคายและสมดุลกว่าเดิม




GR Corolla MORIZO RR เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด
นอกจากรุ่น GRMN Corolla แล้ว โตโยต้ายังระบุว่ากำลังพัฒนาเวอร์ชันอเนกประสงค์แบบ 5 ที่นั่งภายใต้รหัส GR Corolla MORIZO RR ซึ่งจะมากับเกียร์อัตโนมัติ GAZOO Racing Direct Automatic Transmission 8 สปีด โดยมีรถต้นแบบจัดแสดงคู่กันในงานเปิดตัว
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การเผยโฉม Toyota GRMN Corolla 2026 คือการยกระดับ GR Corolla จากรถแฮทช์แบ็คตัวแรงให้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับสนามแข่งอย่างแท้จริง จุดที่น่าชื่นชมคือโตโยต้าไม่ได้ขายแค่ตัวเลขแรงม้า แต่ใช้สนาม Nürburgring และ Super Taikyu เป็นห้องทดลองเพื่อขัดเกลาการตอบสนองของตัวรถทั้งคัน
การตัดเบาะหลังออก ลดน้ำหนักลง 30 กิโลกรัม เพิ่มกาวโครงสร้างเป็น 32.7 เมตร และใช้ช่วงล่าง Monotube แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายคือความคมและความนิ่งในแทร็กมากกว่าความสบายแบบรถใช้งานทั่วไป เมื่อจับคู่กับแรงบิด 415 นิวตันเมตรที่จงใจทำให้หนาแน่นในรอบกลาง รถคันนี้จึงน่าจะออกโค้งได้ดุดันและเป็นธรรมชาติมาก
ความท้าทายของแฟนสายซิ่งคือโควตาจำกัดและระบบสิทธิ์ผ่าน GR app ซึ่งจะทำให้ GRMN Corolla 2026 กลายเป็นของสะสมทันทีในตลาดโลก ส่วนการส่งสัญญาณรุ่น MORIZO RR เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ก็เป็นหมากสำคัญที่ทำให้โตโยต้ามีคำตอบทั้งสำหรับสายแมนนวลดั้งเดิมและผู้ใช้ที่ต้องการความเร็วแบบเข้าถึงง่ายขึ้น



