
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เดินหน้าเขย่าวงการรถยนต์หรูด้วยการเปิดตัวแคมเปญใหญ่ “FLEX Mobility” ภายใต้คอนเซปต์ “Freedom to Choose. Flex to Live.” มอบอิสระขั้นสุดในการครอบครองรถยนต์พรีเมียม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทางการเงินของลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่น ไร้ข้อผูกมัดระยะยาว พร้อมดึงรถยนต์รุ่นยอดนิยมอย่าง Mercedes-Benz E-Class 2026, GLC 2026 และ V-Class 2026 เข้ามาเป็นโมเดลไฮไลท์ของแคมเปญนี้
แคมเปญ FLEX Mobility ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ต้องการความคุ้มค่าและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการการเงิน โดยในเฟสแรกจะมีรถยนต์ที่เข้าร่วมแคมเปญทั้งหมด 8 รุ่น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1: เงินชำระงวดแรก 500,000 บาท



- GLA 200 AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 27,000 บาท
- The all-new electric CLA ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท
- C 220 d AMG Line (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท
- C 350 e AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 34,000 บาท
กลุ่มที่ 2: เงินชำระงวดแรก 750,000 บาท



- E 220 d AMG Line ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท
- E 350 e AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท
- E 350 e Exclusive ผ่อนเริ่มต้น 30,500 บาท
- GLC 350 e 4MATIC Coupe AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 40,000 บาท



รูปแบบสัญญาครอบคลุมระยะเวลาเช่าใช้ตั้งแต่ 3 ถึง 5 ปี โดยเมื่อครบสัญญา ลูกค้าได้รับสิทธิ์เลือกทางเลือกการบริหารสัญญาได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่
- RETURN: เลือกรถคันใหม่เมื่อจบสัญญา โดยสามารถส่งคืนรถคันเดิมให้แก่บริษัทฯ ได้อย่างสะดวกสบาย ไร้ความกังวลเรื่องราคาขายต่อในตลาด
- RETAIN: เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์คันเดิมต่อได้อย่างราบรื่น โดยปิดบัญชีด้วยเงินก้อนสุดท้าย หรือเลือกผ่อนชำระต่อตามเงื่อนไขที่กำหนด
- RENEW: เลือกขยายระยะเวลาสัญญาเช่าใช้รถยนต์คันเดิมออกไป เพื่อใช้งานต่อเนื่องตามไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ


นอกจากนี้ แคมเปญดังกล่าวยังรวมแพ็กเกจการบำรุงรักษา MBSP (Mercedes-Benz Service Plus) สิทธิ์การจดทะเบียนรถยนต์ ค่าภาษีรถยนต์ประจำปี พ.ร.บ. และประกันภัยชั้นหนึ่งตลอดอายุสัญญา ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้แบบคงที่ตลอดระยะเวลาการใช้งาน
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) คลอดแคมเปญ FLEX Mobility ออกมาในรอบนี้ ถือเป็นแท็กติกการตลาดเชิงการเงิน (Financial Mobility) ที่ปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง เพราะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่และเจ้าของธุรกิจ ไม่ได้ยึดติดกับแนวคิดการ “ครอบครองสินทรัพย์ระยะยาว” เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่มุ่งเน้นไปที่ “การใช้งานที่ยืดหยุ่นและการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow)” เป็นหลัก
จุดเด่นของแคมเปญนี้คือการลบ Pain Point เรื่อง “ความกังวลด้านราคาขายต่อ (Residual Value)” และ “ความผันผวนของเทคโนโลยียานยนต์” การเปิดตัวเลือกให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ได้ทุกๆ 3-5 ปี ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ลูกค้ากล้าตัดสินใจขับขี่รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ทั้งกลุ่มขุมพลังดีเซล ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หรือรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษาระยะยาว เนื่องจากถูกรวมอยู่ในค่างวดรายเดือนไว้หมดแล้ว
ในแง่ของการแข่งขัน การที่ค่ายตราดาวนำตัวรุกระดับหัวหอกอย่าง E-Class, GLC และ V-Class เข้ามาร่วมโปรแกรมตั้งแต่เริ่มต้น ย่อมเป็นการส่งสัญญาณบุกตลาดรถยนต์เช่าซื้อพรีเมียม (Premium Fleet & Personal Lease) เพื่อดึงสัดส่วนลูกค้าจากคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน รวมถึงการสกัดลูกค้าที่ลังเลว่าจะซื้อหรือเช่า ให้ตัดสินใจจบสัญญาได้ง่ายขึ้น









