



หลังจากการแถลงข่าวยุทธศาสตร์ “SYNERGY STORY : DRIVING FORWARD TOGETHER” ของ บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ เอแซ็ป (asap) และบริษัทลูกอย่าง Evante ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แบรนด์แม็กซัส (MAXUS Thailand) ในช่วงเซสชันถาม-ตอบ (Q&A) ได้มีการเปิดเผยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทิศทางการจัดการรถยนต์ไฟฟ้า (EV Fleet) หลังจากครบกำหนดสัญญาเช่าระยะยาว 5 ปี ว่าทางกลุ่มบริษัทได้มีการวางโครงสร้าง “ตั้งราคาประเมินรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง เหลือราคา 10% ของราคาซื้อ”
“ราคาประเมิน 10% เมื่อใช้ไป 5 ปี” ในมุมมองทางธุรกิจ
-
การตั้งรับความผันผวนของราคาแบตเตอรี่ การตั้งราคาประเมินมูลค่ารถยนต์ไฟฟ้าหลังหมดสัญญาเช่า 5 ปีไว้ที่ 10% ถือเป็นกลยุทธ์ทางบัญชีที่ปลอดภัย ที่สุด (Conservative Approach) ของ asap เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาตลาดมือสองของรถ EV ที่ผันผวนเร็วกว่ารถยนต์สันดาปดั้งเดิม รวมถึงมูลค่ารถยนต์ไฟฟฟ้ารุ่นเก่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ที่มีค่าเสื่อมแบตและ SOH ต่ำแล้ว




-
แท็กติก "Margin over Volume" ผ่านคลังรถ Casap: จากแนวคิด "ทุกการคืนรถ คือโอกาสของธุรกิจรถมือสอง" เมื่อ asap ตั้งราคาประเมินต้นทุนตัวรถไฟฟ้าหลังจากตัดค่าเสื่อม 5 ปีไว้ต่ำ เหลือเพียง 10% จะทำให้มีความยืดหยุ่นในการตั้งราคาขายปลีกหน้าร้าน สามารถทำกำไรต่อคัน (Margin) ได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับการปรับยุทธศาสตร์ที่จะลดการขายผ่านลานประมูลลงให้เหลือเพียง 9%
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
ประเด็นช่วง Q&A ของ asap ที่มีการเปิดเผยว่าตั้งราคาประเมินรถไฟฟ้าหลังใช้งานไป 5 ปีไว้เพียง 10% ของราคาซื้อ ถือเป็นหมากเกมทางธุรกิจที่ “มองการณ์ไกลและเพลย์เซฟ” อย่างยิ่งครับ หากมองในมุมผู้บริโภคทั่วไป ตัวเลข 10% อาจฟังดูน่าใจหายเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปภายในดั้งเดิม (ICE) แต่ในบริบทของผู้ให้บริการฟลีทรถเช่ารายใหญ่ระดับประเทศที่มีเครือข่ายครบวงจรแบบ asap แท็กติกนี้คือการจำกัดความเสี่ยง (Risk Management) ที่ชาญฉลาด
เพราะในความเป็นจริง ตลอดระยะเวลา 5 ปี ค่าเช่ารถจากฝั่งองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐได้ทำหน้าที่คุ้มทุนและสร้างกำไรหลักให้กับบริษัทไปเรียบร้อยแล้ว การเหลือมูลค่าตัวรถไฟฟ้าในบัญชีเพียง 10% จึงเท่ากับว่าตัวรถเหล่านั้นกลายเป็น “ต้นทุนที่ต่ำมาก” ในมือ
นอกจากนี้ การจัดตั้งบริษัทลูกอย่าง Evante เพื่อเป็นผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ MAXUS Commercial และการมีแบรนด์เปลี่ยนผ่านรถมือสองอย่าง Casap ยิ่งทำให้กระบวนการนี้สมบูรณ์แบบ เพราะเมื่อรถไฟฟ้าเหล่านี้หมดสัญญาเช่า 5 ปี ทางกลุ่มเครือข่ายสามารถนำรถมา Recondition ตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่หลังบ้านด้วยมาตรฐานโรงงานของตัวเอง แล้วนำไปปล่อยขายปลีก
ความท้าทายสำคัญที่ asap และผู้เล่นในตลาดรถไฟฟ้าต้องจับตาดูหลังจากนี้คือ พัฒนาการของเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่และความต้องการของตลาดรถไฟฟ้ามือสองเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งหากโครงสร้างพื้นฐานและการยอมรับของผู้บริโภคชาวไทยต่อรถ EV มือสองขยายตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง รถไฟฟ้าหมดสัญญาเช่าเหล่านี้นี่แหละครับ ที่จะแปรเปลี่ยนจากมูลค่าทางบัญชี 10% ให้กลายเป็น New Growth Engine ชิ้นโบแดงที่โกยกำไรมหาศาลกลับเข้าสู่กระเป๋าของเครือเอแซ็ปได้อย่างเนียนตาครับ



