


















บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเผยโฉมและเปิดสเปก MG Urban 2026 แฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า 100% (Pure EV) โดยโมเดลนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ไลน์ประกอบและผลิตขึ้นภายในประเทศไทย (CKD) ณ โรงงานนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด 2 จังหวัดชลบุรี พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Life Easy” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคดิจิทัล โดยมีกำหนดการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 มิถุนายน 2026 นี้ ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาวางตำแหน่งทางการตลาดในพิกัดราคาที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรยิ่งกว่ารุ่นพี่อย่าง MG4











MG Urban 2026
ตัวรถถูกสร้างขึ้นบนโครงสร้างอัจฉริยะ SAIC E3 Pure Electric Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยจุดเด่นอยู่ที่การใช้เทคโนโลยี “Cell-to-Body” (CTB) ที่รวมเอาโครงสร้างตัวถังและแพ็คแบตเตอรี่เข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ช่วยลดน้ำหนักรวมของรถ เพิ่มความแข็งแกร่งทนทาน และลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลงเพื่อเสถียรภาพการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม พร้อมมิติตัวถังขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มรถแฮทช์แบ็คท้ายตัดระดับเดียวกัน

















MG Urban 2026 รุ่น Standard ราคาคาดการณ์เริ่มต้น 5xx,000 บาท
ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor วางตำแหน่งขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) มอบพละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) จาก CATL ความจุ 42.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับระยะทางการขับขี่สูงสุด 435 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC
การชาร์จไฟกระแสสลับ AC รองรับสูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ และการชาร์จเร็วไฟกระแสตรง DC Fast Charging รองรับสูงสุด 82 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จไฟจาก 10% ถึง 80% ได้ภายในเวลาประมาณ 28 นาที พร้อมติดตั้งระบบคันเร่งอัจฉริยะ One Pedal และระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าสู่อุปกรณ์ภายนอก V2L กำลังไฟสูงสุด 3.3 กิโลวัตต์มาให้เป็นมาตรฐาน
ดีไซน์ภายนอกและอุปกรณ์มาตรฐานหน้าร้านมาพร้อมมิติตัวถังยาว 4,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,842 มิลลิเมตร สูง 1,549 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,750 มิลลิเมตร ติดตั้งโลโก้หน้ารถเรืองแสง Illuminated Logo ชุดไฟหน้า Projector Lens แบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และไฟท้าย LED ดีไซน์สไตล์ Union Jack ทางด้านระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut) และช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชันบีม (Torsion Beam) ลงตัวด้วยล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พ่วงฝาครอบล้อลดแรงต้านอากาศ Aero Wheel Cover รัดด้วยยางขนาด 195/60 R16
ห้องโดยสารภายในตกแต่งด้วยวัสดุ Soft Touch เบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์ โดยเบาะฝั่งคนขับสามารถปรับด้วยไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับมือ 4 ทิศทาง พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถออกแบบสองชั้นความจุ 382 ลิตร และเมื่อพับเบาะหลังแบบ 60:40 จะสามารถขยายความจุได้สูงสุดถึง 1,266 ลิตร
ระบบอินโฟเทนเมนต์และเทคโนโลยีอัจฉริยะขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล Snapdragon 8015 ติดตั้งหน้าจอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว พ่วงหน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 12.8 นิ้ว รองรับระบบการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ติดตั้งระบบสั่งการด้วยเสียง AI Voice Command และชุดลำโพงมาตรฐาน 4 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัย Smart Safety ระดับมาตรฐานยุโรป จัดเต็มด้วยถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งรอบคัน ติดตั้งระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อม Auto Vehicle Hold รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ระดับ L2 ครบครัน อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันอัจฉริยะ ICA, ระบบควบคุมความเร็วเมื่อความเร็วต่ำ TJA และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนและป้องกันอุบัติเหตุจากมุมอับสายตา (ELK / LKA / LDP / LDW)
MG Urban 2026 รุ่น Max และ Ultra ราคาคาดการณ์เริ่มต้น 6xx,000 บาท
อัปเกรดขุมพลังสมรรถนะมอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 160 แรงม้า โดยยังคงแรงบิดสูงสุดไว้เท่ากันที่ 250 นิวตันเมตร ขยับขนาดแพ็คแบตเตอรี่ความจุเพิ่มขึ้นเป็น 53.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง (ได้รับมาตรฐาน มอก. รายแรกในไทย) ส่งผลให้สามารถทำระยะทางการขับขี่สูงสุดขยับขึ้นไปถึง 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC
การชาร์จไฟกระแสตรง DC Fast Charging ขยับความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 88 กิโลวัตต์ โดยชาร์จจาก 10% ถึง 80% ภายในเวลาประมาณ 30 นาที ส่วนระบบช่วงล่างและระบบดิสก์เบรก 4 ล้อใช้สถาปัตยกรรมเดียวกับรุ่นเริ่มต้น แต่มีการอัปเกรดระบบภายนอกด้วยการเปลี่ยนมาใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วดีไซน์สปอร์ต รัดด้วยยางขนาด 205/50 R17 พร้อมปรับระบบกระจกมองข้างให้พับและปรับด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ และติดตั้งระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้ามาให้จากโรงงาน
ห้องโดยสารภายในและความสะดวกสบายได้รับการอัปเกรดเพิ่มระบบระบายอากาศเบาะนั่งคู่หน้า Cooling Seat พร้อมแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายความเร็วสูง Wireless Charger กำลังไฟสะใจถึง 50 วัตต์ และติดตั้งระบบไฟสร้างบรรยากาศ Interactive Ambient Lights ปรับเปลี่ยนได้มากถึง 256 เฉดสี ยิ่งไปกว่านั้นในรุ่นเรือธงอย่าง Ultra จะได้รับการติดตั้งหลังคากระจก Panoramic Roof แบบ Fixed พ่วงม่านบังแดดเปิด-ปิดไฟฟ้า และอัปเกรดเบาะผู้โดยสารตอนหน้าเป็นระบบปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง
ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะและซอฟต์แวร์ในรุ่น Max จะทำงานผ่านระบบ i-SMART พ่วงฟังก์ชันควบคุมการจอดรถระยะไกล Remote Parking ขณะที่รุ่น Ultra จะได้รับการอัปเกรดขึ้นไปใช้กล่องสมองกลและชิปประมวลผลขั้นสูง Qualcomm Snapdragon 8155 เพื่อรันระบบปฏิบัติการ i-SMART PRO พร้อมฟังก์ชันสั่งจอดรถอัตโนมัติระยะไกล Remote Auto Parking และระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะในรถ SAPS (Smart Auto Parking Solutions)
สถาปัตยกรรมความบันเทิงในรุ่น Max และ Ultra ขยายขนาดหน้าจอสัมผัสตรงกลางให้ใหญ่สะใจถึง 15.6 นิ้ว พร้อมอัปเกรดชุดระบบเสียงเพิ่มลำโพงรวมเป็น 6 ตำแหน่งรอบทิศทาง
ระบบความปลอดภัยระดับสูงติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับรอบคันรวม 21 ตำแหน่ง (เซนเซอร์ 12 จุด กล้อง 6 ตัว เรดาร์ 3 จุด) อัปเกรดกล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติความละเอียดสูง HD พร้อมระบบ Rainy Blind Spot Assist แสดงภาพเมื่อทัศนวิสัยแย่, ระบบ Pop-up Camera แสดงภาพด้านข้างเมื่อเปิดไฟเลี้ยว, ระบบกล้องบันทึกเหตุการณ์ด้านหน้า Front Camera Recorder, ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ALC (Auto Lane Change) และระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน LCC (Lane Centering Control)



Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การขยับหมากรุกเดินหน้าส่ง New MG Urban 2026 เข้าสู่ตลาดประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นแท็กติกการตลาดหน้าร้านที่เฉียบคมและน่าจับตามองอย่างยิ่งของเอ็มจี เพราะนี่คือการจงใจส่งรถยนต์ไฟฟ้าพิกัดแฮทช์แบ็คที่มี “ขนาดตัวถังใหญ่ที่สุดในคลาส” (ยาว 4,395 มม. ฐานล้อ 2,750 มม.) เข้ามาท้าชนและบดขยี้เซกเมนต์รถยนต์ซิตี้คาร์และอีโคคาร์ระดับแมสโดยตรง
หากเราวิเคราะห์มิติตัวถังและตัวเลขพื้นที่วางขาตอนหลังที่กว้างขวางถึง 984 มิลลิเมตร จะพบว่าเอ็มจีจงใจลบจุดอ่อนเรื่องความคับแคบของรถท้ายตัดขนาดเล็กหน้าร้าน ด้วยการใช้แพลตฟอร์มแบบ Cell-to-Body (CTB) ดันเพลาล้อไปชิดมุมรถเพื่อรีดพื้นที่ห้องโดยสารออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งในเชิงวิศวกรรมสถาปัตยกรรมแบบนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ภายในกว้างขวางเกินตัว แต่ยังช่วยจัดการ Contact Patch หน้าสัมผัสยางและการกระจายน้ำหนักได้ดี ยิ่งเมื่อทำงานร่วมกับช่วงล่างหลังทอร์ชันบีมที่เซ็ตอัปมาเน้นความนุ่มนวลและคล่องตัว รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 5.2 เมตร ยิ่งตอบโจทย์การมุดซอกแซกในเมืองกรุงอันหนาแน่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ
น่าชื่นชมคือความพยายามจัดออปชันระดับพรีเมียมใส่เข้ามาในรถระดับราคานี้ โดยเฉพาะระบบระบายอากาศเบาะนั่งคู่หน้า Cooling Seat, แท่นชาร์จไร้สายความเร็วสูง 50W และการอัปเกรดสมองกลหน้าจอไปใช้ชิปประมวลผลขั้นสูงอย่าง Snapdragon 8155 ในรุ่น Ultra ซึ่งนี่ถือเป็นจุดขายที่สามารถสร้างความว้าวและทิ้งห่างคู่แข่งร่วมพิกัดได้อย่างชัดเจน
อีกทั้งการชูสตอรี่เรื่องแบตเตอรี่ LFP จากค่ายยักษ์ใหญ่ CATL ที่คว้ามาตรฐาน มอก. เป็นรายแรกในไทย พร้อมกับการเปิดตัวโปรแกรมรับประกัน Lifetime Warranty ตลอดอายุการใช้งานสำหรับมอเตอร์และแบตเตอรี่ ยิ่งเป็นการสร้างความเชี่ยวชาญและทลายกำแพงความกังวลในใจของผู้บริโภคชาวไทยเกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าระยะยาวได้อย่างเนียนตา
อย่างไรก็ตาม โจทย์ข้อใหญ่และจุดสังเกตสำคัญที่เอ็มจีจะต้องพิสูจน์ตัวเองหน้าร้านคือ “ประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD)” ในรถคันนี้ เพราะหากนำไปเปรียบเทียบกับรุ่นพี่อย่าง MG4 ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) พร้อมช่วงล่างหลังอิสระ 5-Link ที่สร้างชื่อในฟีลลิ่งการขับว่า Performance และ Handling ที่สนุกสนานคมกริบสไตล์สปอร์ต
MG Urban 2026 คันนี้อาจจะไม่ได้มอบอรรถรสความสปอร์ตในการสาดโค้งระดับนั้น แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อความนุ่มนวลและการประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวันมากกว่า นอกจากนี้ การชาร์จไฟกระแสตรง DC Fast Charging ที่จำกัดความเร็วสูงสุดไว้เพียง 82 ถึง 88 กิโลวัตต์ แม้จะเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกลที่ไม่เร่งรีบ (10% – 80% ในเวลาประมาณ 30 นาที) แต่หากต้องเจอกับคู่แข่งหน้าใหม่ในตลาด Hyper-EV หรือเซกเมนต์เดียวกันที่เริ่มขยับสถาปัตยกรรมความเร็วในการชาร์จขึ้นไปแตะระดับ 100 กิโลวัตต์อัพ จุดนี้อาจเป็นข้อจำกัดเล็ก ๆ
แต่ถ้าท้ายที่สุดแล้ว ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ทางเอ็มจีเซลส์ประเทศไทยสามารถเคาะราคาจำหน่ายหน้าร้านของรุ่นเริ่มต้น Standard ลงมาอยู่ในพิกัด 5 แสนกลางๆ และกดราคาตัวท็อป Ultra ให้อยู่ไม่เกิน 6 แสนปลาย ๆ ได้สำเร็จ เจ้า MG Urban 2026 คันนี้จะไม่ใช่แค่รถไฟฟ้าทางเลือกใหม่ แต่มันจะกลายเป็นผู้เล่นตัวอันตรายที่จะเข้ามารันวงการและแย่งส่วนแบ่งเค้กก้อนโตจากตลาดรถยนต์สันดาปขนาดเล็ก รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าพิกัด B-Segment Hatchback ในไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่นอนครับ




