
มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย ยอมรับว่าจากการที่รถยนต์ CHERY V23 2026 ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดปริมาณงานสะสมในระบบ ทางบริษัทจึงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งจับมือร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อระดมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเข้าเสริมทัพอย่างเต็มกำลัง โดยทีมช่างลอตใหม่นี้จะพร้อมลงพื้นที่หน้างานจริงตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และตั้งเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินการติดตั้งเครื่องชาร์จ Wall Charge ให้กับลูกค้า CHERY V23 2026 ที่ยังค้างคาอยู่ในระบบให้แล้วเสร็จทั้งหมด 100% ภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดตามเกณฑ์มาตรฐานของ เชอรี ประเทศไทย
CHERY V23 2026 ราคาจำหน่าย 650,000–790,000 บาท
ตัวรถครอสโอเวอร์อีวีทรงกล่องเรโทรขนาดกะทัดรัด แฝงความล้ำสมัยสไตล์ออฟโรด ยุทธศาสตร์ใหม่ในไทย
มิติตัวถังยาว 4,220 มิลลิเมตร กว้าง 1,915 มิลลิเมตร สูง 1,845 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร
เทคโนโลยีขุมพลังขับเคลื่อนล้อหลัง มอเตอร์เดี่ยว กำลังสูงสุด 136 แรงม้า วิ่งไกลสูงสุด 400 กิโลเมตรต่อชาร์จ (มาตรฐาน CLTC)
ตัวเลือกเสริมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) มอเตอร์คู่ กำลังรวม 211 แรงม้า ระยะทางขับขี่ 500 กิโลเมตรต่อชาร์จ (มาตรฐาน CLTC)
รองรับสถาปัตยกรรมไฟฟ้าชาร์จกระแสสลับ AC สูงสุด 11 กิโลวัตต์ และระบบชาร์จเร็ว DC จาก 30% ถึง 80% ภายใน 30 นาที

Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
เกมขยับหมากของ เชอรี ประเทศไทย ในการประกาศดับเครื่องชนปัญหาคอขวดงานบริการหลังการขายรอบนี้ ถือเป็นแท็กติกการตลาดเชิงรุก (Proactive Strategy) ที่ฉลาดและมาได้ถูกจังหวะเวลาอย่างยิ่ง การที่แบรนด์ออกมายอมรับตรง ๆ ถึงปัญหาความล่าช้าในการติดตั้ง Wall Charge ของรถรุ่นสำคัญอย่าง CHERY V23 2026 พร้อมกับแก้เกมด้วยการ “ดับเบิ้ล” เพิ่มกำลังทีมช่างพันธมิตรขึ้นอีกเท่าตัว ถือเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระแสเชิงลบด้านบริการบนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นจุดตายที่เคยตัดกำลังค่ายรถยนต์สัญชาติจีนรายอื่นในไทยมาแล้วในอดีต การันตีปักหมุดจบงานเคลียร์คิวค้างทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคมนี้ คือการส่งสัญญาณสร้างความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงให้แก่กลุ่มลูกค้าที่กำลังรอรถและกลุ่มที่กำลังลังเลใจ ให้กล้าตัดสินใจควักกระเป๋าได้ง่ายขึ้น
เมื่อเจาะลึกไปที่โปรดักต์ไฮไลท์อย่าง CHERY V23 2026 รถรุ่นนี้ถือเป็นขุนศึกสายแฟชั่นทรงกล่อง (Boxy EV) ที่มีศักยภาพสูงมากในการสร้าง Segment ใหม่ในไทย ด้วยหน้าตาที่ยูนีคและเข้าตาวัยรุ่นยุคใหม่ ทว่า ความท้าทายสำคัญหน้าร้านของเชอรีไม่ใช่เรื่องของการทำยอดจอง แต่คือความเร็วในการส่งมอบรถ (Time to Delivery) ควบคู่ไปกับความพร้อมของระบบนิเวศการชาร์จที่บ้าน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของผู้ใช้รถอีวี การที่แบรนด์เร่งสะสางหลังบ้านให้จบภายในไตรมาสที่สาม ย่อมเป็นการเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับสงครามราคาและการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในครึ่งปีหลังที่ค่ายรถจีนรายอื่นเตรียมจะถล่มซ้ำเข้ามาในตลาดอย่างแน่นอน
หากเชอรี ประเทศไทย สามารถทำได้จริงตามสัญญาภายใต้มาตรฐาน “Chery Family Care” ที่ประกาศไว้ ความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายที่โปร่งใสและกล้าชนปัญหาแบบนี้ จะกลายเป็นอาวุธลับสำคัญที่ช่วยยกกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้กลายเป็นพรีเมียมแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจ และสามารถเบียดแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากเจ้าตลาดเดิมได้อย่างยั่งยืนครับ
ถือเป็นมูฟเมนต์การดูแลหลังบ้านที่แสดงความรับผิดชอบและโปร่งใสต่อผู้บริโภคได้อย่างน่าชื่นชมครับ แล้วทุกคนล่ะครับ มองแผนการเร่งเครื่องเพิ่มทีมช่างเพื่อแก้ปัญหา Wall Charge ล่าช้าของ เชอรี ประเทศไทย ในครั้งนี้อย่างไรบ้าง ?






