
บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ประกาศผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 118,696 ล้านบาท เติบโตขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) พร้อมสร้างผลงานที่โดดเด่นในไตรมาส 2/2569 ด้วยการพลิกกลับมามีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่จำนวน 74 ล้านบาท ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากผลขาดทุนสุทธิ 205 ล้านบาทในไตรมาสแรก
การพลิกฟื้นกลับมาสร้างกำไรได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาสล่าสุด ได้รับแรงขับเคลื่อนหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตรของกลุ่มธุรกิจน้ำมัน (Oil) ที่เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น สอดรับกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-Oil) ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมความมั่นคงให้กับโครงสร้างรายได้รวมของทางบริษัทฯ ได้อย่างมั่นคง
ภาพรวมผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 กลุ่มธุรกิจ Non-Oil มีรายได้ขยับขึ้นมาแตะ 13,340 ล้านบาท ขยายตัว 21.7% YoY ส่งผลให้กำไรขั้นต้นของกลุ่ม Non-Oil ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 39.5% YoY สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทของสถานีบริการน้ำมัน PT สู่การเป็นศูนย์รวมการใช้ชีวิตและจุดแวะพักครบวงจรสำหรับผู้ใช้รถและผู้บริโภคยุคใหม่
หัวหอกสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นยังคงเป็นแบรนด์ “กาแฟพันธุ์ไทย” ซึ่งสามารถสร้างรายได้เติบโตขึ้นถึง 61.5% YoY โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการเดินหน้าขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในสถานีบริการและรูปแบบ Standalone นอกสถานีบริการ ส่งผลให้การเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทำได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทาง PTG ยังคงวางเป้าหมายระยะยาวในการรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil ให้อยู่ในระดับ 40-45% ของกำไรขั้นต้นรวม โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพของรายได้ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของแต่ละสาขา และการเสริมสร้างความสามารถในการทำกำไร เพื่อสร้าง Ecosystem การเดินทางและการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบให้กับผู้ขับขี่และผู้ใช้บริการทั่วประเทศ
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การขยับสัดส่วนของกลุ่มธุรกิจ Non-Oil จนสามารถดันกำไรขั้นต้นให้เติบโตถึง 39.5% YoY และการเติบโตของกาแฟพันธุ์ไทยกว่า 61.5% ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสถานีบริการน้ำมันแบบดั้งเดิมไปสู่ Lifestyle Hub สำหรับผู้เดินทางอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดความผันผวนของค่าการตลาดน้ำมัน แต่ยังช่วยดึงดูดผู้ใช้รถให้เข้ามาใช้เวลาในสถานีบริการนานขึ้น
ก้าวต่อไปที่น่าจับตามองคือการเชื่อมโยงระบบสมาชิกและสิทธิประโยชน์เข้ากับบริการด้านยานยนต์ยุคใหม่อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นจุดพักรถ ร้านอาหาร หรือโครงข่ายสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะช่วยสร้างความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่ต่อเนื่องสำหรับผู้ใช้รถในทุกเส้นทาง





