ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) ในประเทศไทยเตรียมเดือดระอุขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เมื่อแบรนด์ยนตรกรรมไฟฟ้าระดับพรีเมียมสากลอย่าง LEPAS (เลอปาส) ภายใต้เครือ Chery มอบหมายให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญในการประกาศวิสัยทัศน์ความหรูหราอัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด “Elegance in Motion” พร้อมร่อนจดหมายเรียนเชิญสื่อมวลชนร่วมงาน Official LEPAS L6 BEV Thailand and Brand Launch Ceremony เพื่อคิกออฟเปิดตัวแบรนด์และเผยโฉม LEPAS L6 2026 เวอร์ชันจำหน่ายจริงในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 นี้





ข้อมูลเบื้องต้น LEPAS L6 2026 เวอร์ชันไทย
LEPAS L6 2026 ได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% สไตล์เอสยูวี (SUV) ระดับพรีเมียมที่ชูจุดขายด้านมิติตัวถังขนาดใหญ่ กว้างขวาง ท้าชนเซกเมนต์เดียวกับ Honda CR-V แต่มาในระดับราคาเข้าถึงง่าย โดยการเปิดตัวในประเทศไทยครั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการแบ่งสเปกออกเป็น 2 รุ่นย่อยหลักซึ่งรอการประกาศอย่างเป็นทางการหน้างาน
ตัวถังมีความยาว 4,574 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,852 มิลลิเมตร ความสูง 1,691 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อกว้าง 2,700 มิลลิเมตร พื้นห้องโดยสารตอนหลังราบเรียบ (Flat) ไม่มีอุโมงค์กลาง รูปร่างลาดเอียงลู่ลมด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน อยู่ที่ 0.282
ดีไซน์ชุดไฟหน้าและไฟท้ายเป็นแบบ Full LED ไฮไลท์เทคโนโลยีไฟท้ายใช้หลอดไฟสีแดงพิเศษ Ultra Red ความยาวคลื่น 620 นาโนเมตร ช่วยเพิ่มความสามารถในการส่องสว่างทะลุผ่านฝุ่น หมอก หรือควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ติดตั้งหลังคากระจก Panoramic Sunroof ระบบเปิด-ปิดไฟฟ้า และฝาท้ายไฟฟ้า ด้านมือจับเปิดประตูภายนอกเลือกใช้รูปแบบกลไกแมนนวลปกติ ไม่ใช่สวิตช์ไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัยในการเปิดประตูกรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรง โดยรุ่นเริ่มต้นจะได้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ขณะที่รุ่นท็อปติดตั้งล้ออัลลอยทูโทนปัดเงาขนาด 19 นิ้ว พ่วงยาง Kumho PS71 ซึ่งข้อมูลขนาดซีรีส์ยางในตลาดต่างประเทศยังมีความต่างกันระหว่าง 225/50 R19 และ 225/55 R19







ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว วางตำแหน่งส่งกำลังที่ล้อหน้า (FWD) โดยตัวเลขสมรรถนะยังคาดการณ์ประมาณ 217 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 272 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 7.9 วินาที ส่วนข้อมูลที่สองระบุพละกำลังที่สูงกว่าคือ 242 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 275 นิวตันเมตร
ระบบสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้าตัวรถอยู่ที่ 400 โวลต์ ผูกร่วมกับชุดแบตเตอรี่ประเภท Lithium Iron Phosphate (LFP) ความจุคาดการณ์ 67 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระบุตัวเลขทดสอบ NEDC ที่ 501 กิโลเมตร
ตัวรถรองรับระบบชาร์จไฟกระแสตรง (DC Fast Charge) พลังงานสูงสุด 120 กิโลวัตต์ สามารถเติมประจุไฟจาก 30% ถึง 80% ได้ภายในเวลา 20 นาที พ่วงระบบชาร์จไฟกระแสสลับ (AC Charge) สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ พร้อมติดตั้งระบบจ่ายกระแสไฟสู่ภายนอก V2L (Vehicle-to-Load) กำลังไฟสูงสุด 3,300 วัตต์ โครงสร้างซีลแพ็คแบตเตอรี่กันน้ำมาตรฐานสูง
ลุยน้ำลึกได้สูงสุด 50 เซนติเมตร ตัวระบบเกียร์ดีไซน์ติดตั้งที่คอพวงมาลัย ผู้ขับขี่ปรับโหมดการขับขี่ได้ 3 รูปแบบ (ประหยัด, มาตรฐาน, สปอร์ต) ปรับน้ำหนักผ่อนแรงพวงมาลัยได้ 2 รูปแบบ (สบาย, สปอร์ต) รวมถึงเลือกตั้งค่าน้ำหนักความรู้สึกสัมผัสของระบบเบรกไฟฟ้า Bosch ได้ตามต้องการ ส่วนระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบสตรัท (Strut) หลังแบบมัลติลิงก์ (Multi-link)
ห้องโดยสารและเทคโนโลยีอัจฉริยะ
แผงคอนโซลหน้าติดตั้งหน้าจอแสดงผลดิจิทัลแยกส่วน โดยข้อมูลขนาดจอยังไม่นิ่ง แหล่งข้อมูลแรกระบุหน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 8.8 นิ้ว และจอกลางแนวตั้งระบบสัมผัสขนาด 13.2 นิ้ว ส่วนข้อมูลที่สองระบุจอมาตรวัดขนาด 10 นิ้ว และจอกลางขนาด 14 นิ้ว ทุกโมเดลใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8155 รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ขับกำลังเสียงผ่านระบบเครื่องเสียงลำโพง Sony 8 ตำแหน่งรอบคัน
เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า มีฟังก์ชันเบาะแอร์และอุ่นเบาะ ตัวเบาะนั่งตอนหลังสามารถแยกพับราบเรียบได้ในอัตราส่วน 60:40 ทว่าพนักพิงหลังถูกล็อกตายตัวไม่สามารถปรับระดับองศาการเอน
แอร์อัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมช่องแอร์ผู้โดยสารตอนหลัง ติดตั้งแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย (Wireless Charger) กำลังไฟ 50 วัตต์ ช่องแช่เครื่องดื่ม Cool Box บริเวณกล่องเก็บของคอนโซลกลาง และมีพื้นที่เก็บสัมภาระเพิ่มเติมใต้ฝากระโปรงหน้า (Frunk)







ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) อาทิ ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control ระบบกล้องมองภาพรอบคันแบบ 360 และ 540 องศา ระบบบันทึกภาพเหตุการณ์รายรอบพร้อมโหมดเฝ้าระวัง Sentry Mode ระบบช่วยจอดอัตโนมัติรองรับมากกว่า 50 รูปแบบ และมีฟังก์ชันไฮไลท์ Tracing Reverse Memory ช่วยจดจำและถอยหลังกลับทางเดิมอัตโนมัติได้ไกลสูงสุดถึง 50 เมตร
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลแผนการอัปเดต คาดว่าจะมีการเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ที่เพิ่มชิปประมวลผลความเร็วสูง Nvidia Orin และเซนเซอร์ LiDAR เพื่อปลดล็อกฟังก์ชันอัจฉริยะ Valet Parking Driver (VPD) ในการสั่งจอดรถและเรียกรถออกจากที่จอดรถโดยอัตโนมัติ
ราคาคาดการณ์จำหน่ายสำหรับตลาดประเทศไทย
รุ่นเริ่มต้น คาดการณ์ราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 700,000 บาทต้นๆ ไม่เกิน 750,000 บาท
รุ่นท็อป คาดการณ์ราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 780,000 ถึง 790,000 บาท
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การเข้ามาของแบรนด์ LEPAS พร้อมกับโมเดลถล่มตลาดอย่าง LEPAS L6 2026 ภายใต้ร่มเงาของเครือยักษ์ใหญ่อย่าง Chery ถือเป็นกลยุทธ์การแตกแบรนด์ลูก (Sub-brand) ออกมาเพื่อแก้ทางและลบภาพจำเดิมๆ ในอดีต แท็กติกการตลาดรอบนี้ชัดเจนมาก คือการใช้โครงสร้างพิกัดตัวถังในระดับกลุ่มบิ๊กไซส์เอสยูวีที่กว้างขวางทัดเทียมกับกลุ่ม C-SUV ในตลาด ซึ่งเป็นระดับราคาที่ชนกับกลุ่ม B-SUV หรือรถยนต์ไฟฟ้าไซส์คอมแพ็คค่ายอื่นโดยตรง
นอกเหนือจากเรื่องราคา จุดเด่นที่ต้องยอมรับในเชิงวิศวกรรมคือการเลือกใช้ไฟท้ายความยาวคลื่น 620 นาโนเมตร ซึ่งถือเป็นการใส่ใจในแง่ Functional Safety ที่ตอบโจทย์การขับขี่ลุยฝุ่น PM 2.5 หรือสภาพอากาศปิดในเมืองไทยได้เป็นอย่างดี รวมถึงการเลือกใช้ที่เปิดประตูแบบแมคคานิกธรรมดา ซึ่งถือเป็นการแก้ไขจุดอ่อนเรื่องความกังวลด้านความปลอดภัยในกรณีระบบไฟฟ้ารถยนต์ตัดการทำงานหลังเกิดการชนหนักที่ผู้บริโภคชาวไทยกำลังตั้งคำถามอยู่เรื่อยๆ
การหลุดกระแสข้อมูลว่าจะมีรุ่นติดตั้งชิป Nvidia Orin และระบบ LiDAR ตามออกมาในช่วงปลายปี ยิ่งอาจทำให้ผู้ซื้อกลุ่มแรกเกิดอาการ “ลังเล” และชะลอการตัดสินใจซื้อเพื่อรอดูในอนาคตได้เช่นกัน
ดังนั้น ความท้าทายของเลอปาสคือการบริหารความคาดหวัง การวางตำแหน่งราคาโปรโมชันช่วงเปิดตัวให้สะเด็ดน้ำ และการรับประกันหลังการขายที่ต้องสร้างความอุ่นใจเหนือระดับอย่างแท้จริง




