วิศวกรประจำศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ นิสสัน เทคนิคอล เซ็นเตอร์ ยุโรป (Nissan Technical Centre Europe) ณ เมืองแครนฟิลด์ สหราชอาณาจักร ประกาศเป็นแกนนำเดินหน้าโครงการวิจัยครั้งสำคัญระดับโลกภายใต้ชื่อ Project SUITE 2026 (Smart Use of Integrated Technology for EVs) ด้วยงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรจำนวน 10 ล้านปอนด์ มุ่งรังสรรค์สถาปัตยกรรมระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะยุคใหม่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของกระแสไฟบ้านและสถานีชาร์จสาธารณะ พร้อมนำนวัตกรรมล้ำสมัยทั้งหมดเข้ามาร่วมทดสอบสมรรถนะจริงผ่านยนตรกรรมโมเดลหลักอย่าง Nissan LEAF 2026 ยอดนิยมที่ผลิตขึ้นในโรงงานประเทศอังกฤษ
โครงสร้างงานวิจัยได้รับงบประมาณสนับสนุนผ่านแผนงาน DRIVE35 มูลค่า 4,000 ล้านปอนด์ของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งบริหารงานโดยกระทรวงธุรกิจและการค้า (Department for Business and Trade) ร่วมกับศูนย์กระด้างกำลังขับเคลื่อนก้าวหน้า (Advanced Propulsion Centre UK) และสถาบันนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักร (Innovate UK) ผ่านสัญญาร่วมมือระยะเวลา 3 ปีกับภาคธุรกิจและสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำรวม 10 พันธมิตร โดยจำแนกเทคโนโลยีหลักไฮไลท์ออกมาดังนี้

แผงโซล่าร์เซลล์แบบควบรวมบนตัวรถ (Vehicle-integrated Tandem Solar Panels) นวัตกรรมติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นผิวตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า ช่วยประจุไฟฟ้าพลังงานสะอาดกลับเข้าสู่แบตเตอรี่แพ็กได้โดยตรงในระหว่างวัน ช่วยขยายระยะทางการขับขี่ในแต่ละรอบการชาร์จ และลดความถี่ในการเสียบปลั๊กชาร์จไฟที่บ้านเพื่อทุบตัวเลขบิลค่าไฟฟ้าให้ต่ำลง
ระบบจัดการชาร์จอัจฉริยะ (Intelligent Charging Management System) หรือ ICMS ทำหน้าที่คุมกลไกการคำนวณและบริหารอัตราการบริโภคกระแสไฟฟ้าภายในครัวเรือนของผู้ใช้งาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในชั่วโมงเร่งด่วน พร้อมทั้งมีระบบป้อนพลังงานสะอาดจากตัวรถกลับคืนเข้าสู่ระบบโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Electrical Grid) ได้โดยอัตโนมัติเมื่อไม่มีการใช้งาน
อุปกรณ์ชาร์จแบบไร้สัมผัสสองทิศทาง (Automated Charging Device) หรือ ACD ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์หัวจ่ายขับเคลื่อนอัตโนมัติเพื่อเชื่อมต่อระบบพลังงานระหว่างตัวรถเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า Vehicle-to-Grid (V2G) ในชีวิตประจำวันได้อย่างเสถียร มอบความสะดวกสบายในรูปแบบไร้สัมผัส (Hands-free) โดยที่ตัวรถยังคงสถานะเชื่อมต่อกับกริดอย่างปลอดภัย
อินเวอร์เตอร์ขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูงวัสดุแกลเลียมไนไตรด์ (Gallium Nitride Traction Inverter) พ่วงกล่องสมองกลควบคุมระบบด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Enhanced Controls) ทำหน้าที่แปลงและควบคุมการจ่ายกระแสไฟเข้าสู่มอเตอร์ขับเคลื่อนอย่างแม่นยำ ช่วยลดการสูญเสียพลังงานในระบบขับเคลื่อน มอบพละกำลังการขับขี่ที่สูงขึ้นภายใต้ต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนที่ต่ำลงเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การขยับตัวครั้งสำคัญของนิสสันใน Project SUITE 2026 ร่วมกับทางรัฐบาลอังกฤษรอบนี้ ถือเป็นแท็กติกการดำเนินธุรกิจที่เฉียบคมและเป็นการปฏิวัติสถาปัตยกรรมพลังงานยานยนต์ไฟฟ้า (EV Energy Ecosystem) ในอดีตค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นการแข่งขันไปที่การเคลมความจุแบตเตอรี่แพ็กให้ใหญ่ขึ้นหรือการทำความเร็วในอัตราเร่ง 0-100 แต่การที่นิสสันเลือกหันมาโฟกัสที่ “ประสิทธิภาพการจัดการพลังงานแบบองค์รวม” (Holistic Energy Efficiency) โดยใช้ Nissan LEAF 2026 เวอร์ชันครอสโอเวอร์เจเนอเรชันล่าสุดเป็นสนามทดสอบ ถือเป็นการปิดจุดอ่อนสำคัญเรื่องต้นทุนแฝง (Hidden Cost) ของการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าที่ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเผชิญ นั่นคือค่าไฟบ้านที่พุ่งสูงขึ้นและภาระของโครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะ
เทคโนโลยีแผงโซล่าร์เซลล์แบบ Tandem กับอินเวอร์เตอร์วัสดุใหม่อย่าง Gallium Nitride (GaN) และสมองกล AI ถือเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ลอกเลียนแบบได้ยาก ตัววัสดุ GaN มีคุณสมบัติในการทนแรงดันความร้อนและนำกระแสไฟฟ้าได้ดีกว่าซิลิคอนแบบเดิมมหาศาล ซึ่งเมื่อจับคู่กับอัลกอริทึม AI ที่คอยประมวลผลเป้าหมายและคาดการณ์พฤติกรรมการใช้กระแสไฟ V2G ร่วมกับสถาบันวิจัยระดับโลกอย่างอ็อกซ์ฟอร์ดและน็อตติงแฮม ยิ่งทำให้ตัวรถสามารถทำหน้าที่เป็น “โรงไฟฟ้าเคลื่อนที่อัจฉริยะ” ที่คอยตัดสลับพลังงานช่วยเซฟเงินในกระเป๋าของเจ้าของรถได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งนี่คือคำนิยามของคำว่ายั่งยืน







