บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ GWM (Thailand) เดินหน้ายกระดับกลยุทธ์การตลาดเชิงพื้นที่ผ่านการเปิดตัวแคมเปญใหญ่ GWM READY TO DRIVE 2026 มุ่งสร้างประสบการณ์ตรงและรวบรวมทุกทางเลือกพลังงานยานยนต์บุกเข้าหาผู้บริโภคชาวไทยตามหัวเมืองยุทธศาสตร์หลักทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิดระดับสากล “All Scenarios – All Powertrains – All Users” หวังเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านงานบริการหลังการขายและการดูแลลูกค้าอย่างโปร่งใสเพื่อก้าวสู่แบรนด์รถยนต์จีนอันดับหนึ่งในใจคนไทยอย่างยั่งยืน




แคมเปญจัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ ประกอบด้วย การสร้างความผูกพันและประสบการณ์ที่ดีร่วมกับแบรนด์ การให้ความรู้ความเข้าใจในระบบเทคโนโลยีอย่างถูกต้อง และการเชื่อมโยงระบบนิเวศยานยนต์เข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตจริงของประชากรในแต่ละภูมิภาค
มหกรรมยานยนต์เคลื่อนที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสัมผัสและทดสอบสมรรถนะจริงบนท้องถนน ครอบคลุมระบบพลังงานทั้ง HEV, PHEV, BEV และเครื่องยนต์ดีเซล โดยมีรถยนต์รุ่นไฮไลท์ร่วมทัพมากมาย




GWM ORA 5 2026 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจสูง พร้อมเปิดข้อเสนอแคมเปญผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,187 บาท หรือดาวน์เริ่มต้น 5% ที่ 35,450 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 ค่าแรงบำรุงรักษา และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปีไม่จำกัดระยะทาง
GWM POER SAHAR DIESEL 2026 รถกระบะขุมพลังดีเซลรุ่นล่าสุดที่เข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานหนักและตอบรับสภาพภูมิประเทศของไทย
GWM TANK 300 2026 และ GWM TANK 500 2026 สองยนตรกรรมเอสยูวีออฟโรดสายลุยดีไซน์พรีเมียมที่เข้ามาเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนชอบเดินทางท่องเที่ยว
WEY G9 2026 รถยนต์อเนกประสงค์ระดับลักชัวรีรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ในเครือที่ถูกนำมาจัดแสดงเพื่อโชว์วิสัยทัศน์ความหรูหราล้ำสมัย
GWM HAVAL H6 PHEV 2026 รถเอสยูวีคอมแพกต์ยอดนิยมขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่ยังคงเป็นโมเดลหลักในการทำตลาด
เส้นทางกิจกรรมปักหมุดเริ่มต้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 15–21 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งยอดทดลองขับและยอดจองภายในงาน โดยมีหมุดหมายถัดไปเตรียมยกทัพลงสู่ภาคใต้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 1-7 กรกฎาคม 2569 นี้







Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การขยับหมากของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ด้วยแคมเปญ GWM READY TO DRIVE 2026 ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึง “การปรับตัวตามสภาพความเป็นจริง” ของตลาดรถยนต์เมืองไทยอย่างชัดเจน หลังจากที่แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนตบเท้าเข้ามาทำตลาดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจนเริ่มอิ่มตัว แท็กติกที่ GWM เลือกทำไม่ใช่การสาดสงครามราคาตัดราคาแข่งกับคู่แข่งรายใหม่ แต่เป็นการหันมาเน้น “การตลาดเชิงพื้นที่” (Hyper-local Marketing) ด้วยการเจาะกลุ่มลูกค้าหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด ซึ่งยังมีช่องว่างและแรงซื้ออีกมหาศาล แต่คนกลุ่มนี้มักจะมีข้อกังวลสูงเกี่ยวกับความเสถียรของเทคโนโลยีและงานบริการหลังการขาย การพาตัวรถและกูรูผู้เชี่ยวชาญลงไปให้ข้อมูลถึงหน้าบ้านจึงเป็นการทลายกำแพงความกลัว (Anxiety) ของลูกค้าต่างจังหวัดได้ตรงจุด
ไลน์อัปของ GWM ในปี 2026 นี้มีความหลากหลายทางวิศวกรรมเครื่องยนต์ (Multi-powertrain) ที่พร้อมรบในตลาดมากกว่าแต่ก่อน การดึงเอา GWM POER SAHAR DIESEL ขุมพลังดีเซลพ่วงเทคโนโลยีขับเคลื่อน หรือเอสยูวีสายลุยอย่าง TANK 300 และ TANK 500 ลงไปโชว์ตัว ควบคู่ไปกับรถเก๋งไฟฟ้าอย่าง ORA 5 เป็นการเดินเกมที่ฉลาด เพราะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีความหลากหลายของสภาพถนนและลักษณะการใช้งานหนัก รถขุมพลังสันดาปดีเซลหรือไฮบริดยังคงตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ยืดหยุ่นกว่ารถไฟฟ้า 100% เพียวๆ การจัดเซกเมนต์แบบกระจายความเสี่ยงนี้ช่วยทำให้ GWM สามารถกวาดเม็ดเงินจากลูกค้าได้ครบทุกกลุ่มตามแนวคิด All Scenarios อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ดี โจทย์หินที่ GWM ต้องเร่งแก้ควบคู่ไปกับแคมเปญโรดโชว์นี้คือ “ความเชื่อมั่นในระยะยาว” (Long-term Trust) แม้ว่า มร. เวย์น โจว จะพยายามชูแนวคิด Customer-Centric เพื่อรับฟังเสียงของผู้ใช้จริง แต่อารมณ์ร่วมของตลาดต่างจังหวัดนั้น ความเร็วและความพร้อมของศูนย์บริการรวมถึงราคาอะไหล่คือสิ่งสำคัญที่สุด หาก GWM สามารถพิสูจน์ได้ว่าเครือข่ายดีลเลอร์ในภาคอีสานและภาคใต้มีความพร้อมในการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฮเทคเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ลูกค้ารออะไหล่นาน แคมเปญ Readiness นี้ก็จะสัมฤทธิ์ผลอย่างสมบูรณ์แบบ








