MOTORHAUS TV

XForce HEV วิ่งในเมืองกินแค่ไหน?

31 May 2026 · Bangkok Motorhaus

Advertisement970×250

การทดสอบรถ Mitsubishi XForce HEV ในหัวข้อ “วิ่งในเมืองกินแค่ไหน?” (One Day in Bangkok)
1. ช่วงต้นคลิป: แนะนำรุ่นรถและเปรียบเทียบคู่แข่ง
ผู้รีวิวแนะนำรถ Mitsubishi XForce HEV รุ่นท็อปสุด (Ultimate X) ราคา 1,089,000 บาท
(รุ่นรอง Ultimate 1,039,000 บาท และรุ่นเริ่มต้น 899,000 บาท)
คู่แข่งในตลาด: แม้จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ต้องแข่งกับ Yaris Cross หรือ HR-V แต่ XForce มีมิติตัวถังที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม
จุดเด่นรุ่นท็อป: สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาคือ ไฟตัดหมอก LED, ตัวถังสีทูโทน (สีหลังคาตัดกับตัวรถ), และประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าพร้อมระบบเตะเปิด (Hands-free)
2. ช่วงเริ่มออกเดินทาง: เซ็ตอัปรถและเติมน้ำมัน
การทดสอบ: ตั้งใจทดสอบวิ่งในกรุงเทพฯ ทั้งวัน โดยใช้ โหมด Normal เป็นหลัก
การเติมน้ำมัน: เริ่มต้นด้วยการเติมน้ำมัน E20 เต็มถัง (เอาแค่หัวจ่ายตัด) ราคาลิตรละประมาณ 35.20 บาท
หน้าจอรถโชว์ระยะทางที่วิ่งได้ถึง 640 กม. ก่อนมุ่งหน้าไปจุดหมายแรกคือ Go Wholesale สาขาเจริญราษฎร์
3. ช่วงพูดคุยสเปกเครื่องยนต์และสมรรถนะ
เครื่องยนต์: ใช้บล็อก 1.6 ลิตร เบนซิน ร่วมกับ Xpander HEV แต่ปรับจูนใหม่ให้แรงม้าเยอะกว่า โดยเครื่องยนต์ให้กำลัง 107 แรงม้า ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 116 แรงม้า และแรงบิด 255 นิวตันเมตร (มอเตอร์แรงกว่าเครื่องยนต์)
ระบบเกียร์: ต่างจาก Xpander เพราะ XForce ใช้เกียร์ 2 สปีด ทำให้ประหยัดน้ำมันกว่าอย่างเห็นได้ชัด (เคลม Eco Sticker สูงถึง 24.4 กม./ลิตร)
4. ช่วงรีวิวห้องโดยสารและฟีเจอร์เด่น
พื้นที่นั่ง: ห้องโดยสารกว้างขวาง นั่ง 4 คนสบาย เบาะหลังสามารถปรับพิงเอนได้
ฟีเจอร์ภายใน: เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง วัสดุหนังสังเคราะห์มี Heat Guard ช่วยสะท้อนความร้อน, จอกลางสัมผัส 12.3 นิ้ว, จอคนขับ 8 นิ้ว, และแอร์ออโต้ 2 โซนพร้อมระบบฟอกอากาศ Nanoe X
จุดที่ชอบ: หน้าจอสามารถบอกค่าแรง G, น้ำหนักเบรก-คันเร่ง และข้อมูลการชาร์จไฟได้ละเอียด
นอกจากนี้ยังมี ช่องแอร์เป่าหัวเข่าคนขับ ซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศอาเซียนมากๆ
5. ช่วงทดสอบการขับขี่และช่วงล่าง (จุดแข็ง-จุดอ่อน)
การควบคุม: พวงมาลัยปรับน้ำหนักตามความเร็ว ช่วง 0-20 กม./ชม. พวงมาลัยจะเบามาก ช่วยให้กลับรถง่าย วงเลี้ยวแคบ แต่เมื่อขับเร็วขึ้นพวงมาลัยจะหนืดและแม่นยำขึ้น
อัตราเร่งและการเข้าโค้ง: ด้วยแรงบิด 255 นิวตันเมตร อัตราเร่งดีเหมือนขับรถ EV (คาดว่า 0-100 ทำได้ราว 8-9 วินาที) เข้าโค้งมั่นใจมากเพราะมี ระบบ AYC (Active Yaw Control) ช่วยเบรกล้อด้านใน ทำให้หน้ารถจิกเข้าโค้งได้คม
เบรกเซ็ตมาดีและหยุดรถได้มั่นใจ
ข้อสังเกต (จุดที่ต้องปรับปรุง): การเก็บเสียงภายนอกยังทำได้ไม่ดีนัก ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ขับผ่านชัดเจน และรู้สึกว่าประตูรถมีความบาง
6. ช่วงทดสอบระบบความปลอดภัยและเครื่องเสียง
ระบบ ADAS: ระบบ Diamond Sense ทำงานนุ่มนวล โดยเฉพาะ Adaptive Cruise Control ที่ใช้งานได้จริงไม่เบรกหัวทิ่ม แต่ข้อเสียคือไม่มีระบบดึงพวงมาลัยกลับหรือประคองรถให้อยู่กลางเลน (มีแค่เสียงเตือนเมื่อออกนอกเลน)
เครื่องเสียง Yamaha (8 ลำโพง): เป็นไฮไลต์ของรุ่นท็อป ให้มิติเสียงและเบสที่ตึ้บ ฟังสนุกและคุณภาพเสียงดีกว่าคู่แข่งชัดเจน
7. แวะพักทานอาหารกลางวัน
แวะทานอาหารที่ร้าน Otto Steakhouse (ซอยอ่อนนุช 21) ผู้รีวิวประทับใจบรรยากาศร้านที่ดูโคซี่และราคาอาหารที่คุ้มค่า (เช่น สเต็กหมู 200 กรัม ราคา 109 บาท)
8. ช่วงสรุปฟีลลิ่งไฮบริดและการรับประกัน
การทำงานของไฮบริด: สลับการทำงานระหว่างมอเตอร์และเครื่องยนต์ได้เนียนมาก จนแทบไม่ต่างจากรถสันดาปปกติ ขับในกรุงเทพฯ ประหยัด และขับต่างจังหวัดได้สบาย
ความมั่นใจ: Mitsubishi ให้ประกันระบบไฮบริด 7 ปี และแบตเตอรี่ 10 ปี (ไม่จำกัดระยะทาง) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความทนทานของผลิตภัณฑ์
9. ช่วงท้ายคลิป: สรุปอัตราสิ้นเปลืองจริง (ผลการทดสอบ)
ผู้รีวิวนำรถกลับมาเติมน้ำมัน E20 ที่ปั๊มเดิมจนหัวจ่ายตัด ปริมาณที่เติมกลับเข้าไปคือ 6.0 ลิตรพอดีเป๊ะ
ระยะทางที่วิ่งไปทั้งหมดคือ 113.4 กม.
ผลลัพธ์อัตราสิ้นเปลือง: คำนวณจริงได้ 18.9 กม./ลิตร (หน้าปัดโชว์ 19.2 ถือว่าใกล้เคียงมาก)
ค่าใช้จ่าย: ตกเพียง 1.86 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งถือว่าประหยัดมากสำหรับการขับฝ่ารถติดในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้ายันเย็น

VIDEO x CAR DATA

Related Car Data

Open model data, prices, specs, variants, comparisons, and Share Card tools from Bangkok Motorhaus Car Database.

Open Car Database
Scroll to Top