กลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG และแบรนด์ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ประกาศเดินหน้าสร้างคุณค่าทางสังคมครั้งสำคัญ นำร่องความร่วมมือปักธงในโครงการ Village to The World ซึ่งจัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ณ จังหวัดน่าน เพื่อร่วมเป็นแกนหลักในการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism) ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถเติบโตได้อย่างพึ่งพาตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม

การเข้าร่วมในครั้งนี้ พีทีจีและกาแฟพันธุ์ไทยได้นำเสนอโมเดลความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ดอยแบแล อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างต้นแบบการเกษตรควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
3 มิติสำคัญในการยกระดับกาแฟดอยแบแล
แผนการดำเนินงานบนดอยแบแล ภายใต้โครงข่ายความร่วมมือในครั้งนี้ ถูกขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ 3 มิติ ประกอบด้วย
- มิติด้านผลิตภัณฑ์และการสร้างอาชีพ สนับสนุนการปลูกและการบริหารจัดการผลผลิตกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า (Arabica) คุณภาพสูง เพื่อยกระดับเมล็ดกาแฟไทยให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมรองรับการรับซื้อเพื่อกระจายเข้าสู่หน้าร้านกาแฟพันธุ์ไทยทั่วประเทศ
- มิติด้านสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟู ส่งเสริมกรรมวิธีการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่ (Shade-Grown Coffee) เพื่อการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิมและเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำให้กลับมาสมบูรณ์
- มิติด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมและจัดโครงสร้างพื้นที่ให้กลายเป็นหมุดหมายการเดินทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การขยับหมากเกมร่วมมือระหว่าง PTG, กาแฟพันธุ์ไทย และ ททท. ในโครงการ Village to The World บนพื้นที่ดอยแบแลรอบนี้ ถือเป็นแท็กติกการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value – CSV) ที่ฉลาดและเห็นผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างชัดเจน เพราะสำหรับแบรนด์กาแฟพันธุ์ไทยที่มีจุดขายและดีเอ็นเอแข็งแกร่งในเรื่องการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของไทย 100% การเข้าไปสนับสนุนและเป็นพาร์ทเนอร์ตั้งแต่ต้นน้ำที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงดอยแบแล จะช่วยทำให้แบรนด์สามารถคุมคุณภาพและเรื่องราว (Storytelling) ของเมล็ดกาแฟอาราบิก้าคัดพิเศษได้ตั้งแต่โครงสร้างการปลูกและการคั่วหน้างาน ซึ่งสตอรี่การเป็นกาแฟรักษ์ป่าอุ้มชูชุมชนนี้ คืออาวุธหนักทางการตลาดที่คนรุ่นใหม่ให้คุณค่าและพร้อมควักกระเป๋าจ่ายมากกว่ากาแฟเชิงพาณิชย์ทั่วไป
เมื่อวิเคราะห์ในมุมมองของกลุ่ม PTG การเดินเกมสอดประสานตามหลัก ESG (Environmental, Social, and Governance) ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การทำ CSR ชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นการสร้าง Supply Chain ที่ยั่งยืนให้กับพอร์ตธุรกิจ Non-Oil ของเครือ การที่ ททท. เข้ามาร่วมจัดโครงสร้างให้กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชน ยิ่งเป็นการช่วยขยาย Touchpoint หน้าร้านและสร้าง Ecosystem ใหม่ที่จะดึงเอาผู้บริโภคหรือนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปสัมผัสแหล่งปลูกจริง ซึ่งจะส่งผลตีกลับมาเป็นยอดขายและความผูกพันต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ของทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTG และร้านกาแฟพันธุ์ไทยเมื่อผู้บริโภคเดินทางกลับเข้าเมือง
โจทย์ข้อใหญ่ถัดจากนี้คือ ความสามารถในการยืนระยะและขยายผล (Scalability) ของโมเดลพัฒนาบนดอยแบแล ว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณกำลังการผลิตเมล็ดกาแฟดิบ (Green Bean) ให้เพียงพอต่ออัตราการขยายสาขาที่รวดเร็วของกาแฟพันธุ์ไทย โดยที่ยังคงสามารถควบคุมมาตรฐานสัดส่วนความสมบูรณ์ของผืนป่ารอบข้างไว้ได้ตามเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งหากระบบจัดการลอจิสติกส์ขนส่งจากพื้นที่ห่างไกลอย่างอมก๋อยลงสู่โรงคั่วส่วนกลางทำได้อย่างไร้รอยต่อ ปณิธานการขับเคลื่อนสังคมสู่เป้าหมายอยู่ดี มีสุขของ PTG ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นตัวเลขผลกำไรทางธุรกิจและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่นอนครับ



