บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ดีเดย์เริ่มต้นส่งมอบรถยนต์ NISSAN KICKS e-POWER 2026 ไมเนอร์เชนจ์ ให้กับลูกค้ากลุ่มแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ภายหลังจากการประกาศเปิดตัวโฉมปรับปรุงอัปเกรดออปชันเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมี นายทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย เป็นประธานในพิธีส่งมอบรถยนต์ล็อตแรกจำนวน 10 คัน ให้แก่ บริษัท ไดรฟ์ คาร์ เร้นทอล (Drive Car Rental) ผู้ให้บริการรถเช่ารายใหญ่ระดับสากล โดยมี นายธนวัต ตียาภรณ์ ผู้จัดการทั่วไป เป็นผู้รับมอบเพื่อนำไปเสริมความแข็งแกร่งให้กับฟลีทรถเช่าทั่วประเทศ
นายทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย เปิดเผยว่า นิสสันมีความมั่นใจว่าเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนอี-พาวเวอร์ (e-POWER) เจเนอเรชันล่าสุด ควบคู่กับการติดตั้งระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง ProPILOT จะสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล ทรงพลัง และตอบสนองได้อย่างแม่นยำเสมือนรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องพึ่งพาการชาร์จไฟจากภายนอก ซึ่งเป็นการนำเสนอทางเลือกการเดินทางพลังงานไฟฟ้าที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง

NISSAN KICKS e-POWER 2026 ไมเนอร์เชนจ์: ราคาและรุ่นย่อย
ผู้อ่านสามารถดูข้อมูลแบรนด์ Nissan และข้อมูลรุ่น Nissan Kicks ใน Car Database ของ Bangkok Motorhaus เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลรุ่นย่อย ราคา สเปก และข่าวที่เกี่ยวข้องได้ในหน้าเดียว
- รุ่น e-POWER V ราคาอัปเดตบนหน้าเว็บทางการ
- รุ่น e-POWER VL ราคา 849,900 บาท (รุ่นย่อยพ่วงระบบ NissanConnect Services ราคา 861,900 บาท)
- รุ่น e-POWER SV ราคา 899,900 บาท (ราคาพิเศษช่วงแนะนำตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2569)


ออปชันเด่นของแต่ละรุ่นย่อย
รุ่น e-POWER V
เปิดฟังก์ชันความปลอดภัยพื้นฐานด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (ICC), ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (IFCW), ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (IEB), ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (LCDN), ระบบเตือนและป้องกันการชนในจุดอับสายตา (BSW & BSI) รวมถึงระบบเตือนและควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทาง (LDW & LDP)
รุ่น e-POWER VL
อัปเกรดความพรีเมียมด้วยระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ProPILOT ควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมช่วยประคองรถให้อยู่กึ่งกลางเลน, ระบบกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (IAVM) พ่วงระบบตรวจจับวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (MOD), ติดตั้งเบาะนั่งฝั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง, หน้าจอระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว รองรับระบบ Wireless Android Auto และ Apple CarPlay พร้อมแท่นชาร์จไฟสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย (Wireless Charger)
รุ่น e-POWER SV
เพิ่มลุคสปอร์ตด้วยการตกแต่งภายในห้องโดยสารพรีเมียม เลือกรับโทนสีพิเศษอย่างสีทูโทน Moonstone (โทนสีฟ้า-เทาอ่อน) หรือโทนสี Black-Dark Gray (โทนสีดำ-เทาเข้ม) เสริมความปลอดภัยเต็มพิกัดด้วยระบบป้องกันการชนสำหรับด้านหลังรถ (RAEB), ระบบเซนเซอร์ตรวจสอบแรงดันลมยาง (TPMS), กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัจฉริยะพร้อมกล้องส่องภาพจากภายนอก (IRVM) พร้อมเปิดใช้งานระบบสั่งการผ่านแอปพลิเคชัน NissanConnect Services
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การเคลื่อนไหวส่งมอบลอตแรกของ NISSAN KICKS e-POWER 2026 ไมเนอร์เชนจ์ โดยประเดิมจับมือกับผู้ให้บริการฟลีทรถเช่าระดับสากลอย่าง Drive Car Rental ถือเป็นหมากเกมการตลาด B2B ที่เฉียบคมของนิสสัน เพราะรถเช่าคือหนึ่งใน Touchpoint สำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคทั่วไปหรือนักท่องเที่ยวได้ทดลองสัมผัสและใช้งานระบบขับเคลื่อน e-POWER ในชีวิตประจำวันยาวๆ บนเส้นทางท่องเที่ยวและเดินทางไกลจริง ซึ่งจะเป็นกระบอกเสียงและเครื่องพิสูจน์ชั้นดีในการลบความกังวลใจเรื่องความนิ่งของระบบขับเคลื่อนและอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันหน้าร้าน
เมื่อเจาะลึกข้อมูลล่าสุดที่ได้รับการตรวจสอบและอัปเดตตรงจากเว็บไซต์ทางการของนิสสัน ประเทศไทย การจัดทัพขยับรุ่นย่อยเหลือ 3 รุ่นหลัก ได้แก่ รุ่น V, VL และรุ่นชูโรงใหม่อย่าง SV โดยทำราคาตัวท็อปไว้ที่ 899,900 บาท (จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้) แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านิสสันต้องการจัดไลน์อัปให้กระชับและทำโครงสร้างราคาในระดับต่ำกว่า 9 แสนบาทเพื่อชนกับกลุ่ม Compact SUV / B-SUV ของคู่แข่งค่ายจีนและญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดขายหลักที่รุ่นนี้ใช้เป็นอาวุธหนักคือการมอบฟีลลิ่งการขับขี่ที่จี๊ดจ๊าด นุ่มนวล และดึงพลังเงียบแบบรถไฟฟ้าแท้ๆ จากมอเตอร์ไฟฟ้า แต่อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ยทำได้สูงถึง 25 กิโลเมตร/ลิตร (ในการขับขี่ในเมืองตามผลการทดสอบมาตรฐานสากล NEDC) ที่สำคัญคือทลายข้อจำกัดเรื่องการวางแผนหาตู้ชาร์จไฟหรือการรอคิวเติมประจุไปโดยสิ้นเชิง ตอบโจทย์คนที่อยากก้าวเข้าสู่โลกยานยนต์ไฟฟ้าแต่โครงสร้างที่พักอาศัยหรือไลฟ์สไตล์การเดินทางยังไม่เอื้ออำนวย
นอกจากนี้ การจัดวางระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยพื้นฐานและระบบความปลอดภัยเชิงรุกอัจฉริยะอย่างครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ตลอดจนระบบช่วยขับขี่ ProPILOT และหน้าจอความบันเทิง 12.3 นิ้วในรุ่นบน ยิ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจในแง่ของความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินได้เนียนตาขึ้น สิ่งที่นิสสันต้องเดินหน้าลุยต่อหลังจากนี้คือการขยาย Touchpoint การบริการภายใต้มาตรฐานระบบหลังบ้านใหม่ NRC Next ให้ครอบคลุมและรวดเร็วทั่วประเทศเพื่อสร้างความอุ่นใจเต็มร้อยให้กับทั้งลูกค้าทั่วไปและกลุ่มฟลีทรถเช่าในระยะยาวครับ





