NEWS

ครั้งแรกของโลก! นิสสัน จับมือ Quemix ประสบความสำเร็จ จำลองอากาศพลศาสตร์ยานยนต์ด้วยควอนตัมอัลกอริทึม

นิสสัน ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในงานวิจัยด้านการวิเคราะห์อากาศพลศาสตร์ของยานยนต์ (Aerodynamics) ผ่านการผสานพลังร่วมกับ Quemix Inc. บริษัทสตาร์ทอัพผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Computing) ส

ครั้งแรกของโลก! นิสสัน จับมือ Quemix ประสบความสำเร็จ จำลองอากาศพลศาสตร์ยานยนต์ด้วยควอนตัมอัลกอริทึม
01_embed1

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในงานวิจัยด้านการวิเคราะห์อากาศพลศาสตร์ของยานยนต์ (Aerodynamics) ผ่านการผสานพลังร่วมกับ Quemix Inc. บริษัทสตาร์ทอัพผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Computing) สัญชาติญี่ปุ่น โดยการค้นพบครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการนำควอนตัมอัลกอริทึมมาประยุกต์ใช้ในการจำลองกระแสลมรอบตัวรถยนต์ได้สำเร็จ ซึ่งผลลัพธ์เชิงประจักษ์ชี้ชัดว่าสามารถลดระยะเวลาในการประมวลผลทางวิศวกรรมจากเดิมที่ต้องใช้เวลาเฉลี่ยราว 1 วัน ให้เหลือเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น พร้อมทั้งได้ดำเนินการยื่นจดสิทธิบัตรสำหรับผลงานวิจัยดังกล่าวร่วมกันเป็นที่เรียบร้อย ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น

นวัตกรรมระบบไฮบริด ควอนตัม-คลาสสิค เพื่ออนาคตงานวิศวกรรมยานยนต์

หัวใจสำคัญของความสำเร็จในงานวิจัยนี้คือการร่วมกันพัฒนาอัลกอริทึมรูปแบบใหม่ภายใต้ระบบ ไฮบริด ควอนตัม-คลาสสิค (Hybrid Quantum-Classical) ซึ่งเป็นการแบ่งสัดส่วนการทำงานอย่างลงตัว โดยกำหนดให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมรับหน้าที่หลักในการประมวลผลชุดคำสั่งที่มีความซับซ้อนสูง และให้คอมพิวเตอร์รูปแบบดั้งเดิม (Classical Computer) ทำหน้าที่เป็นหน่วยสนับสนุนการคำนวณส่วนอื่น ส่งผลให้ระบบทลายขีดจำกัดเดิมและขยับขึ้นไปสู่อีกขั้นของประสิทธิภาพการคำนวณพลศาสตร์ของไหล (Computational Fluid Dynamics หรือ CFD) รอบตัวรถยนต์ได้อย่างแม่นยำ

02_preview-928x522

ผลลัพธ์จากการทดสอบโปรแกรมจำลองบนโมเดลรูปทรงตัวถังที่มีความซับซ้อนสูงยืนยันว่า อัลกอริทึมควอนตัมตัวใหม่นี้สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและความแปรปรวนของกระแสอากาศได้อย่างแม่นยำเทียบเท่ากับวิธีมาตรฐานทางวิศวกรรมในปัจจุบัน แต่ใช้เวลาลดลงอย่างมหาศาล ซึ่งจะเข้าช่วยแก้ไขข้อจำกัดของระบบเดิม เช่น วิธี Lattice Boltzmann Method (LBM) ที่มักจะติดปัญหาเรื่องความล่าช้าในการเรนเดอร์และประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่

การขยายขอบเขตการใช้งาน Quantum Computing ของ นิสสัน 2026

การนำเทคโนโลยีระดับสูงนี้มาปรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ในกระบวนการออกแบบและผลิตยานยนต์ โดยทางนิสสันมีแผนที่จะขยายผลการใช้งานควอนตัมคอมพิวติ้งไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ เพิ่มเติม ประกอบด้วย

  • การวิจัยและพัฒนาโครงสร้างวัสดุศาสตร์ยุคใหม่ (Materials Development)

  • การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการพลังงานในรถยนต์ไฟฟ้า (EV Energy Management Optimization)

  • การยกระดับโครงข่ายและระบบโครงสร้างการให้บริการด้านโมบิลิตี้ (Mobility Services)

Bangkok Motorhaus มองอย่างไร

การประกาศความสำเร็จของนิสสันและ Quemix ในขีดความสามารถการจำลองอากาศพลศาสตร์ด้วยควอนตัมคอมพิวติ้งครั้งนี้ หากมองเผินๆ อาจจะดูเหมือนเป็นเพียงข่าวแล็บวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ไกลตัวผู้บริโภค แฟนๆ เพจหลายคนอาจจะคิดว่า “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับรถยนต์ที่พวกเราขับกันอยู่” 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว แท็กติกนี้คือ “Game Changer” หรือตัวเปลี่ยนเกมส์ทางวิศวกรรมที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมรรถนะและราคาวางจำหน่ายของรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตอันใกล้เลยครับ
ในโลกของการพัฒนารถยนต์ยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในเซกเมนต์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เรื่องของอากาศพลศาสตร์หรือค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Drag Coefficient) คือปัจจัยชี้เป็นชี้ตายว่ารถคันนั้นจะวิ่งได้ไกลแค่ไหนต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง 

ปัญหาหน้าร้านที่ค่ายรถยนต์ทั่วโลกเจอเหมือนกันคือ การรันโมเดลจำลองตัวถังผ่านคอมพิวเตอร์รูปแบบเดิมหรือระบบ CFD ทั่วไปเพื่อหาจุดที่ลมหมุนวนและต้านลมนั้น ใช้เวลาประมวลผลนานเป็นวันๆ ต่อหนึ่งโมเดล ซึ่งหากต้องการปรับแต่งเส้นสายตัวถังเพียงแค่ 1 มิลลิเมตร ทีมวิศวกรก็ต้องกดรันระบบและนั่งรอไปอีก 24 ชั่วโมง ทำให้ขั้นตอนการดีไซน์รถยนต์หนึ่งคันมีต้นทุนเวลา (Time-to-market) ที่สูงมาก 

การที่นิสสันสับเกียร์ทลายขีดจำกัดนี้ด้วยระบบ ไฮบริด ควอนตัม-คลาสสิค จนสามารถย่นเวลาจาก 1 วันลงมาเหลือ “ระดับนาที” คือการสร้างแต้มต่อทางธุรกิจที่น่ากลัวมากครับ แท็กติกนี้จะช่วยให้ทีมดีไซเนอร์และวิศวกรของนิสสันสามารถทดลองปรับแต่งสเปก ดีไซน์ และช่องดักลมในรูปแบบต่างๆ ได้เป็นร้อยเป็นพันไอเดียภายในวันเดียว ส่งผลให้การพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ มีความรวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ต้นทุนในการวิจัยลดลง 

ที่สำคัญที่สุดคือจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันถัดไปของนิสสันมีรูปทรงที่ลู่ลมและประหยัดพลังงานได้ล้ำหน้าคู่แข่งในตลาด
ข้อสังเกตและโจทย์ท้าทายขั้นต่อไปคือ การเปลี่ยนผ่านจากขั้นงานวิจัยไปสู่กระบวนการผลิตจริง (Commercialization) เพราะการใช้งานคอมพิวเตอร์ควอนตัมในปัจจุบันยังมีต้นทุนระบบและการบำรุงรักษาที่ค่อนข้างสูง 

แต่อย่างไรก็ตาม การที่นิสสันชิงไหวชิงพริบยื่นจดสิทธิบัตรควอนตัมอัลกอริทึมนี้ร่วมกับ Quemix ไว้เรียบร้อยแล้ว คือการสถาปนาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี (Tech Leadership) ที่แบรนด์อื่นยากจะเลียนแบบ และมันอาจจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เราได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าสเปกโหดๆ วิ่งได้ไกลขึ้น ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นจากนิสสันเร็วกว่าที่คิดครับ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top