
บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) เปิดตัว Hyundai new STARIA Hybrid 2026 อย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นการเป็นรถ MPV ขุมพลังฟูลไฮบริดแบบ 11 ที่นั่งรุ่นแรกและรุ่นเดียวในตลาดรถยนต์เมืองไทยเวลานี้ โดยนำเสนอทางเลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Modern ราคาจำหน่าย 2,099,000 บาท และรุ่นท็อป Premium ราคาจำหน่าย 2,399,000 บาท ภายใต้แนวคิด “11-seater Hybrid. Ready for Every Mission” ผสานสมรรถนะความแรงและความประหยัด พร้อมรองรับการเดินทางของครอบครัวขนาดใหญ่และการใช้งานเชิงธุรกิจไว้อย่างครบครัน
ในด้านงานออกแบบภายนอก Hyundai new STARIA Hybrid 2026 ได้รับการปรับลุคเพิ่มความทันสมัยระดับพรีเมียม ด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่สไตล์มินิมอลแห่งอนาคต รับกับแถบไฟส่องสว่างเวลากลางวันแนวนอนพาดยาวจรดสองฝั่ง ขณะที่ด้านท้ายโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยชุดไฟท้าย Parametric Pixel LED ทรงตั้งสูง ตัวถังมีขนาดใหญ่โตด้วยความยาว 5,253 มม. กว้าง 1,997 มม. สูง 1,990 มม. และระยะฐานล้อยาวถึง 3,273 มม. ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลวดลายใหม่ เสริมภาพลักษณ์ที่ภูมิฐานและมั่นคงบนท้องถนน โดยมีเฉดสีภายนอกให้เลือก ได้แก่ สีขาว Creamy White, สีดำ Abyss Black Pearl และเฉดสีใหม่ล่าสุด สีแดงเข้ม Galaxy Maroon Pearl ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะรุ่น Premium






เมื่อเปิดบานประตูด้วยระบบประตูสไลด์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Power Sliding Door ทั้งสองฝั่ง ห้องโดยสารภายในสีดำ Obsidian Black เผยให้เห็นการจัดวางเบาะนั่งรองรับผู้โดยสารเต็มพิกัด 11 ที่นั่ง จุดเปลี่ยนสำคัญคือการปรับปรุงเบาะนั่ง Premium Comfort Seat แถวที่ 2 และ 3 ใหม่ พร้อมออกแบบพนักพิงศีรษะให้โอบรับสรีระได้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางไกลของผู้โดยสารทุกวัย เพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกโซนอิสระหน้า-หลัง ม่านบังแดดหน้าต่างตอนหลัง เบาะนั่งฝั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้าพร้อมระบบดันหลัง จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX ถึง 4 ตำแหน่ง และประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้า Smart Power Tailgate ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บสัมภาระอย่างง่ายดาย






บริเวณแผงคอนโซลหน้าติดตั้งหน้าจอแสดงผลคู่ขนาด 12.3 นิ้ว ประกอบด้วยเรือนไมล์ดิจิทัลและหน้าจอสัมผัสระบบ Infotainment ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ผสานระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ Hyundai Bluelink สำหรับตรวจเช็กสถานะและควบคุมฟังก์ชันตัวรถผ่านสมาร์ตโฟน อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารตลอดคันด้วยช่องชาร์จไฟ USB Type-C รวม 7 จุด แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย เพลิดเพลินกับมิติเสียงคมชัดผ่านระบบเครื่องเสียงพรีเมียม BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง และมอบทัศนวิสัยรอบคันด้วยกล้องมองภาพรอบทิศทาง Surround View Monitor คู่กับเซนเซอร์กะระยะรอบคัน



หัวใจสำคัญของการยกระดับในครั้งนี้ อยู่ที่ขุมพลังขับเคลื่อนเบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร T-GDI Smartstream Turbo กำลังสูงสุด 178 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง 72 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนไฮบริดความจุ 1.49 kWh ให้พละกำลังรวมสูงสุดถึง 242 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดมหาศาล 367 นิวตัน-เมตร ที่รอบต่ำต่อเนื่องตั้งแต่ 1,000–4,100 รอบต่อนาที ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้า ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยปุ่มกดไฟฟ้า Shift-by-Wire ช่วยให้อัตราเร่งตอนออกตัวและการเร่งแซงฉับไว นุ่มนวล แม้บรรทุกผู้โดยสารและสัมภาระเต็มพิกัด ทั้งยังให้อัตราความประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร ตามมาตรฐานการทดสอบ NEDC






เพื่อยกระดับสุนทรียภาพในการขับขี่ให้เหนือชั้น ทางผู้ผลิตได้ติดตั้งเทคโนโลยี e-Motion Drive ซึ่งประสานการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและกล่องควบคุม ECU อย่างละเอียด ประกอบด้วยระบบ e-Ride ปรับแรงบิดเพื่อลดอาการโยนตัวและลดแรงสะเทือนเมื่อผ่านเนินลูกระนาด, ระบบ e-Handling เพิ่มแรงยึดเกาะเพื่อความแม่นยำขณะเข้าโค้ง, ระบบ e-EHA ช่วยรักษาเสถียรภาพตัวรถเมื่อต้องหักหลบสิ่งกีดขวางกะทันหัน และระบบ e-Traction ควบคุมล้อหมุนฟรีเพื่อการทรงตัวที่มั่นคง เสริมด้วยระบบกันสะเทือนหน้าแบบ MacPherson Strut ด้านหลังแบบ Multi-link พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า และดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ ให้ความนุ่มนวลและมั่นใจในทุกสภาพถนน



ด้านระบบความปลอดภัยเชิงรุกและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ จัดเต็มด้วยแพ็กเกจเทคโนโลยีอัจฉริยะ Hyundai SmartSense มากถึง 15 ฟังก์ชัน ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันพร้อมฟังก์ชันหยุดและออกตัวตามคันหน้า Smart Cruise Control with Stop & Go (SCC), ระบบเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Forward Collision-Avoidance Assist (FCA และ FCA-JT สำหรับทางแยก), ระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist (LKA) และ Lane Following Assist (LFA), ระบบเตือนและควบคุมพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการชนในจุดอับสายตา Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) พร้อมหน้าจอแสดงภาพมุมอับสายตา Blind-Spot View Monitor (BVM), ระบบเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยหลัง Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist (RCCA), ระบบเตือนเมื่อมีผู้โดยสารด้านหลัง Rear Occupant Alert (ROA) และระบบความปลอดภัยพื้นฐานครบครัน เช่น ระบบควบคุมเสถียรภาพตัวรถ ESC, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC รวมถึงระบบรักษาเสถียรภาพเมื่อถูกลมปะทะด้านข้าง Crosswind Stability Control






ทางฮุนไดมอบข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัวด้วยแพ็กเกจ STARIA Hybrid Privilege Package สำหรับผู้ที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2569 ถึง 31 ตุลาคม 2569 รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.69% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งพร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี, แพ็กเกจบำรุงรักษาตามระยะ Hyundai Smart Care ครอบคลุมทั้งค่าแรงและค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร, การรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมสิทธิ์ขยายระยะเวลารับประกัน myHyundaiCare PLUS สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร, การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี โดยผู้ที่ครอบครองรถยนต์ฮุนไดอยู่แล้ว (Hyundai Family) รับส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมอีก 20,000 บาท






Bangkok Motorhaus มองอย่างไร



การขยับตัวของฮุนไดในครั้งนี้นับเป็นหมากสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ MPV ขนาดใหญ่อย่างตรงจุด การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตรเดิมสู่ขุมพลัง 1.6 Turbo Hybrid 242 แรงม้า ไม่เพียงแต่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านความกระด้างและเสียงรบกวนของเครื่องยนต์ดีเซล แต่ยังมอบแรงบิดที่ต่อเนื่อง นุ่มนวล และประหยัดน้ำมันในระดับที่จับต้องได้จริงถึง 17.2 กม./ลิตร ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและการขับขี่ทางไกลได้อย่างสมบูรณ์แบบ






สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการคงจุดเด่นห้องโดยสาร 11 ที่นั่ง ที่ตอบสนองความคุ้มค่าด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและพื้นที่ใช้สอยสำหรับครอบครัวใหญ่ไปพร้อมกับการอัปเกรดความสบายของเบาะแถว 2 และ 3 ด้วยเทคโนโลยีช่วยซับแรงกระแทก e-Motion Drive ซึ่งน่าจะช่วยลดอาการเมารถของผู้โดยสารด้านหลังที่เป็นข้อกังวลของรถตู้ขนาดใหญ่ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ




ประเด็นที่น่าจับตามองในระยะยาวคือ ผู้ใช้รถชาวไทยจะเปิดรับขุมพลังไฮบริดในบอดี้รถตู้ขนาดใหญ่เทียบชั้นกับความคุ้นเคยของเครื่องยนต์ดีเซลได้เร็วเพียงใด และการตั้งราคาเริ่มต้นในระดับ 2.099 ล้านบาท จะสามารถสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดครั้งใหม่และกดดันคู่แข่ง MPV แดนปลาดิบที่ครองกลุ่มครอบครัวระดับบนได้มากน้อยแค่ไหน






