
CHERY GROUP ตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์พลังงานสะอาดในระดับสากล ประกาศแผนเดินหน้ารุกตลาดยานยนต์ในประเทศไทยอย่างเต็มพิกัดประจำปี 2026 ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) นวัตกรรมทางเลือกใหม่ที่ผสมผสานความคล่องตัวของขุมพลังไฟฟ้าเข้ากับความสะดวกในการเดินทางไกล มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการยานยนต์พลังงานใหม่และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถชาวไทยอย่างรอบด้าน
ทางค่ายได้ริเริ่มบุกเบิกและพัฒนาระบบ REEV มาตั้งแต่ปี 2553 ประเดิมด้วยรุ่น Chery S18D ในประเทศจีน ก่อนจะต่อยอดเทคโนโลยีขยายระยะทางอย่างต่อเนื่องจนก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลก ปัจจุบันค่ายยานยนต์สัญชาติจีนรายนี้ได้แนะนำยนตรกรรมระบบ REEV เข้าสู่ตลาดเมืองไทยแล้วอย่างเป็นทางการ โดยมี JAECOO 6T REEV 2026 ที่กำลังได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่น พร้อมเตรียมเปิดตัว iCAUR V27 REEV 2026 ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 รวมถึงเตรียมทยอยนำรถยนต์รุ่นใหม่อีกหลากหลายเซกเมนต์จากแบรนด์ในเครือเข้ามาทำตลาดเพิ่มเติมในอนาคต
หัวใจสำคัญของกลไก REEV คือการขับเคลื่อนล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ตลอดเวลา มอบสมรรถนะการออกตัวที่ฉับไว นุ่มนวล และเงียบสงบเฉกเช่นรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่เต็มรูปแบบ โดยมีเครื่องยนต์สันดาปขนาดกะทัดรัดทำหน้าที่เสมือนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อส่งกระแสไฟกลับเข้าสู่ชุดแบตเตอรี่เมื่อระดับพลังงานลดต่ำลง พร้อมระบบจัดการพลังงานและระบบระบายความร้อนอัจฉริยะที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและการสะสมความร้อน ทำให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทนทานในระยะยาว โดยระบบรองรับพลังงานจาก 3 ช่องทางหลัก ทั้งการปั่นไฟจากเครื่องยนต์ การดึงพลังงานกลับจากการเบรก และการเสียบปลั๊กชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่โดยตรง
กลยุทธ์การผลักดันระบบ REEV ในครั้งนี้สอดรับกับผลสำรวจ Global Automotive Consumer Study ของ Deloitte ซึ่งสะท้อนว่าผู้ใช้รถในประเทศไทยมีพฤติกรรมการเดินทางไกลเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ขับขี่เพียง 4% เท่านั้นที่ไม่ได้เดินทางเกิน 100 กิโลเมตรต่อเดือน ขณะที่กว่า 69% ต้องเดินทางไกลเกิน 100 กิโลเมตรอย่างน้อย 3 ครั้งต่อเดือน นอกจากนี้ 39% ของผู้ขับขี่ยังมีความกังวลเรื่องระยะทางวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV และอีก 46% ยังกังวลต่อความครอบคลุมของสถานีชาร์จสาธารณะ ทำให้เทคโนโลยี REEV กลายเป็นสะพานเชื่อมทางเลือกที่ช่วยปลดล็อกความกังวลในการสัญจรระยะไกลได้อย่างตรงจุด



สำหรับไลน์อัปยานยนต์เด่นที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน JAECOO 6T REEV 2026 มาพร้อมระยะทางวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนสูงสุด 190 กิโลเมตรในรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ (2WD) และยังนับเป็นรถยนต์ REEV รุ่นแรกในไทยที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ i-WD (ในรุ่น 4WD) สามารถสลับการส่งกำลังระหว่าง 2 ล้อและ 4 ล้อ พร้อมกระจายแรงบิดแบบเรียลไทม์ ปลดปล่อยพละกำลังสูงสุด 428 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 505 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 5.5 วินาที พร้อมโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบ รองรับทั้งชีวิตประจำวันและเส้นทางสายลุย โดยสามารถสร้างยอดส่งมอบสะสมให้แก่ผู้ใช้รถชาวไทยไปแล้วมากกว่า 1,000 คัน และเตรียมแตะหลัก 2,000 คันภายในเดือนกันยายน
ขณะเดียวกัน ทางผู้ผลิตยังเตรียมเสริมทัพด้วย iCAUR V27 REEV 2026 ยนตรกรรมสไตล์เรโทรออฟโรดที่ผสานเทคโนโลยี REEV เข้ากับระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ i-AWD มอบกำลังขับเคลื่อนสูงสุดถึง 455 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 505 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจากจุดหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6 วินาที โดยมีกำหนดการเปิดตัวและประกาศรายละเอียดสเปกพร้อมราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายในเดือนกันยายน 2569 นี้
นายเซดริก ซุย ประธาน CHERY GROUP (ประเทศไทย) ระบุว่า ทางค่ายตั้งใจนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี REEV ระดับโลกมาต่อยอดสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทย เพื่อให้เป็นคำตอบที่สอดรับกับพฤติกรรมการเดินทางข้ามจังหวัดและการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างแท้จริง โดยบริษัทผู้จำหน่ายจะยังคงเดินหน้าทยอยเปิดตัวยนตรกรรม REEV รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องในอนาคต

Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การเร่งเครื่องบุกเบิกเทคโนโลยี REEV อย่างจริงจังของ CHERY GROUP ในประเทศไทย สะท้อนถึงการอ่านเกมพฤติกรรมผู้บริโภคที่เฉียบคมและแม่นยำ ท่ามกลางช่วงเปลี่ยนผ่านที่โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จสาธารณะยังคงเป็นคำถามสำคัญสำหรับผู้ที่เดินทางข้ามจังหวัดเป็นประจำ การวางตำแหน่งให้ REEV เป็นตัวเลือกที่ให้สัมผัสการขับขี่แบบมอเตอร์ไฟฟ้า 100% แต่ไร้ข้อจำกัดด้านสถานีชาร์จ จึงเป็นสะพานเชื่อมที่ช่วยลดอุปสรรคในการตัดสินใจของผู้ซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่น่าจับตามองในระยะยาวคือ เมื่อตลาดยานยนต์ในไทยเริ่มมีความคุ้นเคยกับโมเดลอย่าง JAECOO 6T REEV 2026 และการมาถึงของ iCAUR V27 REEV 2026 คลื่นลูกนี้จะสามารถเปลี่ยนมุมมองของผู้ใช้รถกระแสหลักและกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์รายอื่นหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มเทคโนโลยีขยายระยะทาง (REEV) เพิ่มขึ้นหรือไม่ และในมิติของความคุ้มค่าด้านการบำรุงรักษาและการประหยัดพลังงานจริงบนสภาพการจราจรของเมืองไทย เทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของรถยนต์อเนกประสงค์ยุคต่อไปได้มากน้อยเพียงใด ถือเป็นทิศทางที่น่าติดตามอย่างยิ่ง





