
CHERY GROUP เดินหน้าตอกย้ำพันธสัญญาการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย ประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับงานบริการหลังการขาย (After Sales) และโครงสร้างพื้นฐานการดูแลผู้ใช้รถอย่างครบวงจร ผ่าน 5 โครงการหลัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นตลอดอายุการเป็นเจ้าของรถ (Lifetime Ownership Confidence) รองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ในเครือ ทั้ง OMODA & JAECOO, CHERY, iCAUR และ LEPAS ในปี 2026
การขับเคลื่อนครั้งสำคัญนี้มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ครอบคลุมมากกว่าเพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเน้นความพร้อมของชิ้นส่วนอะไหล่ ความรวดเร็วในการให้บริการ มาตรฐานการซ่อมบำรุง และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของบุคลากร เพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญสูงสุดในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์พลังงานใหม่
ในด้านการบริหารจัดการอะไหล่ ทางผู้ผลิตได้ทุ่มงบประมาณขยายพื้นที่คลังเก็บอะไหล่ส่วนกลางแห่งใหม่เพิ่มเติม ส่งผลให้ปัจจุบันมีพื้นที่จัดเก็บรวมสูงถึง 17,000 ตารางเมตร ครอบคลุมชิ้นส่วนกว่า 8,400 รายการ รวมทั้งสิ้นเกือบ 200,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 250 ล้านบาท
โดย OMODA & JAECOO สามารถทำอัตราความพร้อมในการส่งมอบอะไหล่ได้ทันที (Part Fill Rate) สูงถึง 94% ภายใต้งบประมาณบริหารจัดการและจัดเก็บอย่างเป็นระบบกว่า 60 ล้านบาทต่อปี



เพื่อลดระยะเวลาการรอคอยการซ่อมบำรุง ทางค่ายได้พัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีความคล่องตัวสูง สามารถจัดส่งชิ้นส่วนอะไหล่ไปยังศูนย์บริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ภายใน 24 ชั่วโมง และพื้นที่ต่างจังหวัดภายใน 48 ชั่วโมง พร้อมประสานงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับบริษัทประกันภัย และเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบรับรองมาตรฐานชิ้นส่วนนำเข้าอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
สำหรับการยกระดับงานซ่อมบำรุงตัวถัง ทางกลุ่มธุรกิจได้เริ่มโครงการพัฒนาเครือข่ายศูนย์ซ่อมสีและตัวถังมาตรฐาน โดยนำร่องที่แบรนด์ OMODA & JAECOO เป็นลำดับแรก ผ่านการต่อยอดจาก Certified Body & Paint Shop ที่ผ่านการรับรองแล้ว 35 แห่งทั่วประเทศ สู่การจัดตั้ง Authorized Body & Paint Repair Center เต็มรูปแบบจำนวน 10 แห่งภายในปี 2569 แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 แห่ง และต่างจังหวัด 5 แห่ง พร้อมติดตั้งเครื่องมือเฉพาะทาง ห้องพ่นสี-ผสมสี และแท่นดึงตัวถังมาตรฐานสูง



เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ ทางผู้จำหน่ายเตรียมเปิดศูนย์เทคนิคและฝึกอบรม (Technical Center) แห่งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยประกอบด้วยห้องฝึกอบรม 4 ห้อง พื้นที่ปฏิบัติการซ่อมใหญ่ 4 จุด และพื้นที่อบรมทั่วไป 350 ที่นั่ง รองรับการพัฒนาทักษะบุคลากรได้ประมาณ 3,600 คนต่อปี เน้นหลักสูตรตรวจวินิจฉัยเชิงลึก งานซ่อมบำรุงแบตเตอรี่แรงดันสูง และเทคนิคงานซ่อมตัวถังขั้นสูง
นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อรับฟังและดูแลผู้ใช้รถผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิด ทั้งการตอบข้อซักถาม แนะนำการแก้ปัญหาเบื้องต้น และประสานงานส่งต่อเรื่องไปยังศูนย์บริการอย่างรวดเร็ว โดยนายเซดริก ซุย (Mr. Cedric Cui) ประธาน CHERY GROUP (ประเทศไทย) เน้นย้ำว่า ความเชื่อมั่นของผู้ใช้รถตั้งแต่วันส่งมอบไปตลอดอายุการใช้งาน คือหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างมั่นคงของทุกแบรนด์ในเครือบนแผ่นดินไทย
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร



การขยับตัวของ CHERY GROUP ในครั้งนี้ถือเป็นการแก้โจทย์ใหญ่ที่สุดของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยได้อย่างตรงจุด เพราะความกังวลหลักของผู้บริโภคในการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า มักอยู่ที่ความพร้อมของสต็อกอะไหล่ ความรวดเร็วในการเคลมซ่อมตัวถัง และความชำนาญของช่างเทคนิค การทุ่มงบขยายคลังอะไหล่ขนาด 17,000 ตร.ม. พร้อมการันตีระยะเวลาจัดส่ง 24-48 ชั่วโมง ควบคู่กับการตั้ง Technical Center ฝึกอบรมช่างซ่อมแบตเตอรี่แรงดันสูงโดยเฉพาะ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการปักหลักสร้างรากฐานธุรกิจระยะยาวในไทย
สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ เมื่อทัพรถยนต์รุ่นใหม่จากทั้ง OMODA, JAECOO, CHERY, iCAUR และ LEPAS ทยอยตบเท้าเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มตัว โครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขายที่วางไว้จะสามารถสร้างความพึงพอใจและเปลี่ยนผ่านสู่ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ได้รวดเร็วเพียงใด ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของสมรภูมิยานยนต์พลังงานใหม่ในปัจจุบัน






