
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดตัว Honda Super-ONE 2026 ยนตรกรรมไฟฟ้าขนาดเล็ก (A-Segment EV) รุ่นนำเข้าทั้งคัน (CBU) จากประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ชูดีเอ็นเอความสนุกในการขับขี่ (Joy of Driving) สืบทอดจิตวิญญาณไอคอนิกยุค 80’s จาก Honda City Turbo II “Bulldog” มาตีความใหม่ ภายใต้แนวคิด “e:Dash BOOSTER” บนแพลตฟอร์มน้ำหนักเบาตระกูล N Series มอบประสบการณ์ความสปอร์ตที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของรถไฟฟ้าเมือง
ราคาจำหน่าย



- Honda Super-ONE 2026 (CBU Japan) ราคา 990,000 บาท
จำกัดจำนวนเพียง 30 คันในปี 2026 โดยเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์จองออนไลน์พร้อมกันผ่าน www.honda.co.th/e-quotation ในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2026 เวลา 10.00 – 17.00 น. วันเดียวเท่านั้น และจะเริ่มส่งมอบรถตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป



ข้อมูล Honda Super-ONE 2026 (CBU Japan)



มิติตัวถังความยาว 3,569 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,573 มิลลิเมตร ความสูง 1,616 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,516 มิลลิเมตร และน้ำหนักตัวรถเบาเพียง 1,167 กิโลกรัม
งานดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยโป่งซุ้มล้อทรงสปอร์ต (Blister Fender) อันเป็นเอกลักษณ์ รับกับสัดส่วนตัวรถแบบ Low & Wide ติดตั้งกระจังหน้าพร้อมช่องดักอากาศ Tech Lower Intake ลาย Heat Sink ปีกหน้า Dynamic Aero Wing และช่องระบายอากาศ Rear Breather Duct ที่จัดสรรตามหลักอากาศพลศาสตร์ สวมล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ดีไซน์ 8 ก้าน สไตล์ Light & Tough ไฟหน้า LED ทรงกลมพร้อม DRL ไฟท้าย LED และกระจกมองข้างพับเก็บอัตโนมัติ โดยตัวถังมาในโทนสีใหม่ สีเทาลูมินัส (Luminous Gray) จับคู่หลังคาสีดำทูโทน



ห้องโดยสารตกแต่งสีทรีโทน ขาว/เทา/ฟ้า เดินด้ายสีฟ้า ติดตั้งเบาะนั่งคู่หน้าสปอร์ต Bucket Seat ปีกสูงโอบกระชับสรีระพร้อมระบบทำความร้อน (Heater) แผงคอนโซลติดตั้งไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Light ที่จะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีม่วงเมื่อเปิด BOOST Mode หน้าจอสัมผัส Advanced Touch ขนาด 9 นิ้ว รองรับ Google Built-in, Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ขับกล่อมด้วยระบบเสียงพรีเมียม BOSE Surround Sound ลำโพง 8 ตำแหน่ง พร้อมซับวูฟเฟอร์ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังแท้ หน้าปัดมาตรวัดดิจิทัล TFT ขนาด 7 นิ้ว แบบ Triple Meter เบาะหลังแยกพับ 50:50 ได้ทั้งแนวเรียบและยกขึ้นเพิ่มพื้นที่ทรงสูง และระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT เจเนอเรชันที่ 4



Honda Super-ONE 2026 ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหน้า ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ความจุ 29.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 253 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม (มาตรฐาน NEDC) รองรับการชาร์จไฟ AC Type 2 และชาร์จเร็ว DC CCS2 มอบพละกำลังปกติสำหรับการใช้งานทั่วไป และเมื่อกดปุ่มสวิตช์เปิดโหมดการขับขี่ BOOST บนพวงมาลัย ระบบจะรีดพละกำลังสูงสุดขึ้นไปที่ 70 กิโลวัตต์ (95 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 162 นิวตันเมตร



ตัวรถมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 5 รูปแบบ ได้แก่ ECON, CITY (พร้อมระบบ One-Pedal Driving), NORMAL, SPORT และ BOOST โดยในโหมด SPORT และ BOOST จะทำงานร่วมกับระบบจำลองการเปลี่ยนเกียร์ 7 จังหวะ (Simulated Gear Shift) ควบคุมผ่านแป้น Paddle Shift หลังพวงมาลัย ควบคู่กับระบบ Active Sound Control ที่สร้างเสียงเครื่องยนต์จำลองสไตล์รถสปอร์ตผ่านลำโพงในห้องโดยสาร พร้อมแป้น Deceleration Paddle Selectors ปรับระดับ Regenerative Braking ได้สูงสุด 6 ระดับ เบรกมือไฟฟ้า EPB และ Auto Brake Hold
เทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING ทำงานผ่านกล้องมุมกว้างด้านหน้า ได้แก่ ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (CMBS) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (LKAS) ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทาง (RDM with LDW) ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมปรับความเร็วตามรถคันหน้าที่ความเร็วต่ำ (ACC with LSF) และระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (LCDN) พ่วงเซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด-หลัง 4 จุด กล้องมองหลังปรับ 3 ระดับ ถุงลมนิรภัยรอบคัน และระบบ Walk Away Auto Lock



นอกจากนี้ ยังมีแพ็กเกจชุดแต่งตรงรุ่นจากโรงงานให้เลือกอัปลุค ได้แก่



ชุดแต่ง BULLDOG Style (REIWA BULLDOG) แพ็กเกจรอบคัน BULLDOG Full Package ราคา 110,000 บาท ชุดแต่งระดับตำนาน MUGEN ที่มีให้เลือกทั้ง MUGEN Aero Part Package ราคา 400,000 บาท จัดเต็มขั้นสุดกับ MUGEN Car for Super-ONE Package ราคา 640,000 บาท (รวมล้อฟอร์จ MUGEN FC5 ขนาด 16 นิ้ว ยาง Yokohama ADVAN Fleva และฟิล์มเปลี่ยนสีตัวรถ)



Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
Honda Super-ONE 2026 เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เป็นการขยับหมากด้านภาพลักษณ์ (Brand Image) ในยุคที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (City EV) ในไทยถูกยึดครองด้วยแบรนด์จีนที่เน้นการทำราคาถูกและชูนวัตกรรมความคุ้มค่า



ฮอนด้ากลับเลือกที่จะไม่ลงไปเล่นสงครามราคาในแมสเซกเมนต์ แต่เลือกสร้าง “Emotional Value” ด้วยการดึงเอาวัฒนธรรมรถแต่งสไตล์ K-Car ตีโป่ง ผสานเข้ากับจิตวิญญาณระดับตำนานอย่าง City Turbo II “Bulldog” มาทำตลาดในรูปแบบรถยนต์สะสม (Collector’s Item)



ราคาจำหน่าย 990,000 บาท กับระยะทางวิ่ง 253 กม. (NEDC) อาจดูเป็นตัวเลขที่ไม่สมเหตุสมผลหากมองผ่านแว่นของความคุ้มค่าแบบ Functional Value แต่แท็กติกการล็อกจำนวนไว้เพียง 30 คัน คือการสร้างสภาวะความหายาก (Scarcity) เพื่อเปลี่ยนรถไฟฟ้าคันนี้ให้กลายเป็นของเล่นระดับคัลท์ (KULT) สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์
สิ่งที่ทำให้ Super-ONE แตกต่างอย่างชัดเจนคือวิศวกรรมการขับขี่ที่ฮอนด้าตั้งใจใส่เข้ามา ทั้งการเซตช่วงล่าง Wide Body การใส่เบาะ Bucket Seat และไฮไลต์สำคัญอย่าง BOOST Mode ที่ไม่ได้เพิ่มแค่พละกำลังเป็น 95 แรงม้า แต่ยังทำงานร่วมกับระบบจำลองเกียร์ 7 สปีด และ Active Sound Control เพื่อสร้างอารมณ์ความเร้าใจในสไตล์รถสปอร์ตสันดาป ซึ่งเป็นสิ่งที่ EV ในระดับราคาเดียวกันหาไม่ได้



จุดสังเกตสำคัญคือ กลุ่มลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินเกือบล้านบาทเพื่อซื้อ A-Segment EV คันนี้ คือกลุ่มคนที่ไม่มองว่านี่คือรถคันเดียวในบ้าน แต่เป็นรถคันที่สามหรือสี่ที่ซื้อไว้ขับสนุก ยิ่งเมื่อมีทางเลือกชุดแต่งแต่งเต็มจาก MUGEN ราคา 6.4 แสนบาท ยิ่งสะท้อนว่าฮอนด้ากำลังเจาะกลุ่มกำลังซื้อสูงที่หลงใหลในกลิ่นอาย JDM ยุคใหม่ ซึ่งการเปิดจองแค่วันเดียวผ่านระบบออนไลน์ น่าจะเกิดปรากฏการณ์สิทธิ์จองหมดลงอย่างรวดเร็วแน่นอนครับ






