เดินหน้าขยับหมากเกมรุกครั้งสำคัญเพื่อกู้โมเมนตัมตลาดรถยนต์ครอบครัวขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย ประกาศเตรียมผลิตขึ้นสายการผลิตยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวีระดับเรือธง (Flagship D-SUV) รุ่นล่าสุดภายใต้รหัสชื่อพิมพ์นิยมที่เคยทำตลาดเฉพาะประเทศจีนอย่าง Honda Avancier 2026 เข้ามาประกอบ ณ โรงงานฮอนด้า ออโตโมเบิล จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกช่วงปลายปี ค.ศ. 2026 นี้ ซึ่งคาดจะเป็นภายในงาน Motor Expo

โดยวางตำแหน่งทางการตลาดให้เป็นพรีเมียมเอสยูวีขนาดใหญ่ที่มีมิติตัวถังเหนือกว่า Honda CR-V ในปัจจุบันเพื่อท้าชนกลุ่มรถยนต์ PPV ค่ายญี่ปุ่นและกลุ่ม Luxury SUV ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง


Honda Avancier 2026 บิ๊กเซอร์ไพรส์รถยนต์อเนกประสงค์พรีเมียม D-SUV โครงสร้างห้องโดยสาร 3 แถว 7 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังฟูลไฮบริดระดับเรือธงและเทคโนโลยีขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด




พัฒนาขึ้นบนโครงสร้างแพลตฟอร์มโมดูลาร์ขนาดกลางเจเนอเรชันใหม่ (Next-Gen Modular Mid-size Platform) ที่มีน้ำหนักเบาลงแต่ทนทานต่อการบิดตัวสูงขึ้น พร้อมสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าและความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์ Next-Gen E&E Architecture รองรับระบบการอัปเดตซอฟต์แวร์ระยะไกล (OTA)

มิติตัวถังภายนอกได้รับการขยายขนาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับโครงสร้างเดิม คาดการณ์ความยาวตัวรถอยู่ที่ประมาณ 4,800 ถึง 4,960 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,950 มิลลิเมตร และความสูง 1,690 มิลลิเมตร ปรับเปลี่ยนแนวเส้นหลังคาจากทรงลาดเอียงสไตล์สปอร์ตคูเป้เอสยูวีในอดีต มาสู่รูปทรงตรงเหลี่ยมแบบ Brutalist Design ที่ให้ความภูมิฐาน หรูหรา และเพิ่มเนื้อที่เหนือศีรษะ (Headroom) ของเบาะนั่งแถวที่สองและสามอย่างสมบูรณ์แบบ



งานออกแบบภายนอกโดดเด่นด้วยชุดกระจังหน้าหรูหราพ่วงชุดไฟท้ายดีไซน์เพรียวบางพาดผ่านฝาท้ายแบบ Full-width Light Bar และจะเป็นรถยนต์รุ่นแรกๆ ของแบรนด์ในไทยที่เริ่มติดตั้งโลโก้สัญลักษณ์อักษร "H Mark" ดีไซน์ใหม่ล่าสุดจากโรงงาน



ขุมพลังระบบขับเคลื่อนจะทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Next-Generation e:HEV เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด โดยมีโครงสร้างหลักเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Direct-injection Atkinson Cycle ทำงานผสานมอเตอร์ไฟฟ้าคู่พละกำลังสูง มอบแรงบิดที่ต่อเนื่อง รวดเร็ว พ่วงด้วยซอฟต์แวร์สังเคราะห์จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ S+ Shift สไตล์สปอร์ต


นำร่องติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้าอัจฉริยะเจเนอเรชันใหม่ (Next-Gen Electric All-wheel Drive หรือ AWD) ที่ใช้วิศวกรรมควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้าในการจัดสรรแรงบิดลงสู่เพลาขับหน้าและหลังอย่างอิสระ แม่นยำ และรวดเร็ว เพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะในทุกสภาพผิวถนนหลวงและทางลื่น


อัปเกรดระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะเป็นชุดระบบ Honda SENSING 360 รอบทิศทาง เพิ่มฟังก์ชันระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ (Active Lane Change Assist) ระบบช่วยควบคุมรถกึ่งอัตโนมัติในสภาวะการจราจรติดขัด และระบบกล้องมองภาพความละเอียดสูงรอบตัวรถ 360 องศา


Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การขยับแท็กติกของฮอนด้า ประเทศไทย ในการเตรียมส่งขุนพลรุ่นใหญ่อย่าง Honda Avancier 2026 เข้าสู่สายการผลิตที่โรงงานปราจีนบุรีปลายปีนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์การเดินเกมแบบ "All-in" เพื่อทวงคืนส่วนแบ่งเค้กในกลุ่มรถยนต์ครอบครัวขนาดพรีเมียม ท่ามกลางกระแสการบุกรุกอย่างหนักหน่วงของรถยนต์ไฟฟ้าและเอสยูวีทรงกล่องค่ายคู่แข่ง
การจัดวางตำแหน่งสินค้า (Product Positioning) การเลือกใช้โมเดลชื่อ Avancier แล้วนำมาปรับพิมพ์เขียวใหม่ขยายพื้นที่จากรถ 5 ที่นั่งในจีน ให้กลายเป็น Global 7-Seater Flagship ถือเป็นหมากเกมที่เฉียบขาดมาก เพราะนี่คือการเข้ามาทำหน้าที่แทนซีดานขนาดใหญ่ระดับ Flagship อย่าง Accord รวมถึงรถอเนกประสงค์ Odyssey ที่ตลาดยุคนี้เริ่มหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
การได้มิติตัวถังที่เฉียด 4.9 เมตร ย่อมทำให้ฮอนด้ามีอาวุธหนักที่กว้างขวางพอจะสกัดความร้อนแรงของ Hyundai Santa Fe หรือท้าชนกลุ่มโครงสร้าง PPV อย่าง Toyota Fortuner โฉมใหม่ได้โดยตรง
ไฮไลต์ข้อใหญ่ที่คนในวงการยานยนต์และแฟนเพจตั้งข้อสังเกตและถกเถียงกันมาก คือประเด็นเรื่องขุมพลังของระบบ Next-Gen e:HEV ที่มีกระแสข่าวลือหนาหูว่าฮอนด้าอาจจะซุ่มพัฒนาบล็อกเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ขึ้น หรืออาจจะถึงขั้นมี "ขุมพลังไฮบริดเจนใหม่ V6" มาร่วมไลน์อัพสำหรับรถยนต์ระดับ Flagship ตัวถังหนัก?

แต่ในแง่วิศวกรรมดั้งเดิมและการจัดการมลพิษยุค ค.ศ. 2026 ความเป็นไปได้หลักที่ตกผลึกทางโครงสร้างและดาต้าชีททางการของฮอนด้าโกลบอล คือระบบฟูลไฮบริดเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson Cycle ที่ได้รับการโมดิฟายด์ระบบซอฟต์แวร์ควบคุมและการจ่ายน้ำมันใหม่ให้มีประสิทธิภาพความร้อนสูงสุด (Thermal Efficiency) ผนวกเข้ากับชุดมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลังแรงม้าสูงขึ้นมาก และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ "Electric AWD" เจเนอเรชันถัดไป


ซึ่งระบบนี้จะไม่ใช้เพลากลางทางกลแบบดั้งเดิมในการส่งกำลังไปล้อหลัง แต่จะใช้วิศวกรรมสมองกลควบคุมการจ่ายกระแสไฟจากแบตเตอรี่ไปที่มอเตอร์ขับเคลื่อนเพลาหลังโดยตรง ทำให้ตัวรถสามารถสลับการกระจายแรงบิดหน้า-หลังได้อย่างไร้รอยต่อ ลดอาการหน้าดื้อ (Understeer) และท้ายปัดขณะเข้าโค้งความเร็วสูง ทั้งยังช่วยลดน้ำหนักและแรงเสียดทานทางกลของตัวแชสซีส์ ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมีความประหยัดอย่างเหลือเชื่อแม้จะต้องแบกน้ำหนักตัวถังระดับ D-SUV 7 ที่นั่งก็ตาม









