ศึกการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับประเทศรายการ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2569 ทวีความเดือดดาลขึ้นอีกครั้งเมื่อทีมแข่ง ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือ FTR เตรียมขนทัพรถแข่งกระบะรุ่นเรือธงลงสู้ศึกใหญ่ในสนามที่ 4 และสนามที่ 5 ณ สนามระดับตำนาน บางแสน สตรีท เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี ในช่วงสุดสัปดาห์วันที่ 4 ถึง 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 นี้ หลังจากโชว์ฟอร์มร้อนแรงคว้าถ้วยรางวัลชนะเลิศในรุ่น ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ จากการแข่งขันในสนามที่ 2 มาได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ยอดวิศวกรและช่างเทคนิคไทยผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ความตื่นเต้นเร้าใจในสนามแข่งของทีม FTR ถูกขับเคลื่อนด้วยบุคลากรของฟอร์ด ประเทศไทย อย่างเต็มตัว โดยเป็นการผสานทักษะขั้นสูงจากสายการผลิตในโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง หรือ เอฟทีเอ็ม และออโต้ อัลลายแอนซ์ ไทยแลนด์ หรือ เอเอที ร่วมมือกับทีมพัฒนารถยนต์พาร์ตเนอร์ชั้นนำอีก 3 ทีม ได้แก่ วายเค มอเตอร์สปอร์ต, องค์โด้ มอเตอร์สปอร์ต และออโรร่า ดีไซน์ ไดนามิกส์ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากการลงแทร็กจริงและนำมาปรับแต่งตัวรถยนต์ให้ทรงประสิทธิภาพสูงสุดในทุกฤดูกาล




สามยอดฝีมือกับสามสไตล์การขับขี่เพื่อชิงบัลลังก์ทางเรียบ
ในฤดูกาลนี้ทีม FTR สร้างกระแสความน่าติดตามผ่านตัวตนของนักแข่งยอดฝีมือ 3 คนที่มีบุคลิกการควบคุมรถที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในรุ่น ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ โดยทำหน้าที่ควบคุมรถแข่งกระบะ Ford Ranger 2026 ขุมพลัง วี6 ทรงพลังลงสนาม
เบสท์ ธณพล ชูเจริญผล นักแข่งรถกระบะแถวหน้าของไทย ลงแข่งด้วยรถหมายเลข 15 พัฒนาโดยทีมองค์โด้ มอเตอร์สปอร์ต มาพร้อมสไตล์การขับขี่ที่เรียกว่า Smooth and Silky ทว่าแฝงด้วยทีเด็ดความแม่นยำในการสับเกียร์และเหยียบคลัตช์ที่รวดเร็วสายฟ้าแลบจากการสั่งสมประสบการณ์ในวงการแข่งแดร็ก ทำให้เด็ดขาดในทุกวินาทีสำคัญ


บูม กันตธีร์ กุศิริ ยอดฝีมือที่มีโปรไฟล์แน่นจากสนามซูเปอร์คาร์ระดับโลก ลงแข่งขันด้วยรถหมายเลข 18 พัฒนาโดยทีมออโรร่า ดีไซน์ ไดนามิกส์ ผู้คว้าชัยชนะอันดับหนึ่งทั้ง คลาสเอ และ Overall ในสนามที่ 2 แม้เจ้าตัวจะเน้นการขับขี่ให้เนียนที่สุด แต่ในสายตาผู้เข้าชมกลับเป็นสไตล์ที่ดุดันและทรงพลังอย่างยิ่ง


แซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค นักแข่งดาวรุ่งเชื้อสายนอร์เวย์ผู้อยู่กับทีมมาตั้งแต่เริ่มต้น รับหน้าที่ควบรถหมายเลข 3 พัฒนาโดยทีมวายเค มอเตอร์สปอร์ต ชื่นชอบความดิบในสไตล์ Old School ของรถแข่งกระบะระบบเกียร์ธรรมดาที่ต้องเหยียบคลัตช์และควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ขั้นสุดในการดึงสมรรถนะของรถออกมา


ลายตัวถังสุดเร้าใจสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างทีมพัฒนาและตัวนักแข่งถูกถ่ายทอดผ่านลวดลายบนตัวถังรถแข่ง Ford Ranger 2026 เครื่องยนต์ วี6 ทั้ง 3 คัน โดยรถหมายเลข 3 ของแซนดี้เลือกใช้สีแดงประจำแบรนด์วายเค มอเตอร์สปอร์ต ตัดกับสีน้ำเงินของฟอร์ดพร้อมลายกราฟิกแนวเฉียงเน้นความโฉบเฉี่ยวขณะเข้าโค้ง ส่วนรถหมายเลข 15 ของเบสท์เน้นโทนสีน้ำเงินเข้มขรึมดุดัน ตกแต่งรอบคันด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์พ่วงลายสายฟ้าสีฟ้าสว่าง และรถหมายเลข 18 ของบูม โดดเด่นด้วยการไล่เฉดสีจากสีน้ำเงิน สลับแถบขาว และสีม่วงโมเดิร์นบริเวณท้ายรถ บอกเล่าสปิริตแห่งความสำเร็จร่วมกัน



สมรภูมิปราบเซียน บางแสน สตรีท เซอร์กิต บททดสอบช่วงล่างขั้นสูงสุด
ความแตกต่างระหว่างสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีความกว้างและเปิดโล่ง กับสนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ท้าทายไหวพริบนักแข่ง เนื่องจากสนามบางแสนเป็นแทร็กเลียบชายหาดและขึ้นเขาสามมุขที่มีถนนแคบมาก มีโค้งท้าทายถึง 19 โค้ง รวมถึงโค้งหักศอกที่บีบคั้น ซึ่งทางด้าน เบสท์ ธณพล และ บูม กันตธีร์ ต่างแสดงความมั่นใจในความหนึบและการยึดเกาะถนนของระบบช่วงล่างในรถยนต์ฟอร์ดที่จะสร้างความได้เปรียบในการควบคุมความเร็วบนทางแคบได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในส่วนของบูมที่มองว่าสนามแห่งนี้คือโฮมเรซในฐานะคนชลบุรี

เข้าสู่ปีที่ 7 กับการสร้างคอมมูนิตีเพื่อคนรักมอเตอร์สปอร์ต
นอกเหนือจากความสำเร็จในด้านตัวเลขเวลา ฟอร์ดยังเดินหน้าสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคผ่านกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้แคมเปญ Ready Set Ford ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ทั้งกิจกรรม Meet & Greet เปิดโอกาสให้สัมผัสพิทและพูดคุยกับทีมช่างเทคนิคและนักแข่งอย่างใกล้ชิด รวมถึงกิจกรรมระดับไฮไลต์อย่าง Hot Laps ที่พาตัวลูกค้าลงไปนั่งสัมผัสแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางและแรงจีในรถแข่ง Ford Ranger 2026 คันจริงบนสนามแข่งขันเพื่อเชื่อมโยงสมรรถนะระดับรถสนามสู่ความเชื่อมั่นบนท้องถนนใช้งานจริง


Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
กลยุทธ์การทำตลาดผ่านกีฬามอเตอร์สปอร์ต (Motorsport Marketing) ของฟอร์ด ประเทศไทย ผ่านทีม FTR ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ฟอร์ดไม่ได้มองสนามแข่งเป็นเพียงพื้นที่โฆษณา แต่ใช้แทร็กความเร็วเป็นห้องทดลอง (Testing Ground) ขั้นสูงเพื่อพิสูจน์ความทนทานและความเหนือชั้นทางวิศวกรรมของโครงสร้างตัวถังและเครื่องยนต์ บล็อก วี6 ในรถยนต์ Ford Ranger 2026 ซึ่งแนวคิดแบบ Win on Sunday, Sell on Monday นี้ ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างความแตกต่างที่เด่นชัดจากคู่แข่งที่เน้นการแข่งขันด้วยเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงเป็นหลัก การส่งขุมพลัง วี6 ลงไปสับเกียร์ในสนามแข่งทางเรียบจึงเป็นการประกาศศักดาความพรีเมียมและความแรงทางตรงที่ยากจะเลียนแบบ
จุดเด่นที่น่ายกย่องในเชิงวิศวกรรมการจัดการทีมแข่งครั้งนี้ คือการเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรจากโรงงานผลิตจริงอย่าง FTM และ AAT เข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลหน้างาน ซึ่งทักษะเหล่านี้นำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถการประกอบแบบ Right-First-Time ในสายการผลิตรถยนต์โปรดักชันปกติ ยิ่งเมื่อต้องเจอกับสมรภูมิปราบเซียนอย่าง บางแสน สตรีท เซอร์กิต ที่ขึ้นชื่อเรื่องแทร็กแคบ ผิวทางมีความลื่นและเป็นลอนคลื่นตามธรรมชาติของถนนหลวง
ผสานโค้งหักศอกและช่วงขึ้น-ลงเนินเขาสามมุข ตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินแพ้ชนะจึงไม่ใช่แค่พละกำลังแรงม้าดิบ แต่เป็นความแม่นยำในการเซ็ตติ้งล้อและระบบช่วงล่าง รวมถึงการตอบสนองของทอร์กในจังหวะออกจากโค้งแคบ ซึ่งรถแข่งกระบะฟอร์ดที่มีจุดเด่นด้านแชสซีส์ที่เหนียวแน่นและบาลานซ์ช่วงล่างที่หนึบแน่น จะได้เปรียบในการรักษาความเร็วต่อรอบ (Cornering Speed) ได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตที่มองข้ามไม่ได้คือ ความเสียเปรียบในเรื่องมิติตัวถังที่ใหญ่โตและความกว้างของแทร็กล้อรถยนต์ Ford Ranger 2026 เมื่อต้องวิ่งเบียดในถนนเลียบชายหาดที่แคบจำกัด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกำแพงคอนกรีตได้ง่ายกว่ารถกระบะที่มีมิติสลิม รวมถึงน้ำหนักของบล็อกเครื่องยนต์ วี6 ที่อาจสร้างแรงกดและภาระให้กับยางคู่หน้ามากกว่าปกติในการเบรกและเลี้ยวซ้ำๆ ในโค้งหักศอก ทีมช่างเทคนิคในพิทจึงต้องบริหารจัดการแรงดันลมยางและอัตราทดเฟืองท้ายให้เฉียบคมที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดอาการหน้าดื้อ (Understeer) ในช่วงท้ายของการแข่งขัน หากฟอร์ดสามารถแก้เกมสภาวะนี้และคว้าชัยชนะในโฮมเรซที่บางแสนได้สำเร็จ มันจะเป็นการตอกย้ำสตอรีความแกร่งเพื่อส่งไม้ต่อในการกระตุ้นยอดขายรถกระบะไลน์อัปเครื่องยนต์ วี6 ในตลาดเมืองไทยช่วงครึ่งปีหลังได้อย่างสมบูรณ์ครับ










