NEWS

ยอดขายรถยนต์ พฤษภาคม 2569 รวม 57,765 คัน เพิ่ม 19.36% รถ EV ครองตลาด นำโด่งที่ 61.19%

ส.อ.ท. เผยสถิติยานยนต์ไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ยอดขายในประเทศรวม 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 19.36% จากเดือนก่อนหน้า โดยรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ BEV ทำยอดขาย 18,034 คัน เติบโต 61.19% ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศมีสัดส่วนแซงการผลิ

ยอดขายรถยนต์ พฤษภาคม 2569 รวม 57,765 คัน เพิ่ม 19.36% รถ EV ครองตลาด นำโด่งที่ 61.19%

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เผยรายงานสถิติวัดชีพจรยานยนต์ไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2569 โดย นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ แถลงตัวเลขยอดขายภายในประเทศที่ขยับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างเด่นชัด โดยยอดขายรวมปิดที่ 57,765 คัน เติบโตจากเดือนเมษายนที่ผ่านมาถึง 19.36% ขณะที่ยอดการผลิตรวมชะลอตัวลงจากผลกระทบตลาดส่งออก แต่มีจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศมีสัดส่วนแซงหน้ายอดผลิตส่งออกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

อินโฟกราฟิกสรุปตลาดรถยนต์ไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ยอดขายในประเทศและยอดผลิตรวม
สรุปตลาดรถยนต์ไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ยอดผลิตรวม 114,214 คัน ยอดขายในประเทศ 57,765 คัน และยอดขาย BEV 18,034 คัน

ภาพรวมการผลิตรถยนต์ที่พลิกผันสู่ตลาดในประเทศ

ยอดผลิตรวมในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 114,214 คัน หดตัวลง 17.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากการส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทว่ามิติการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศกลับสวนทางเติบโตขึ้น 12.78% ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตเพื่อขายในไทยอยู่ที่ 51.24% แซงหน้าสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกซึ่งอยู่ที่ 48.76% เป็นครั้งแรก ส่วนยอดผลิตสะสม 5 เดือนแรก (มกราคม – พฤษภาคม 2569) ปิดตัวเลขรวมที่ 587,759 คัน หดตัวลงเล็กน้อยเพียง 1.13%

สถิติการผลิตแยกตามประเภทเครื่องยนต์และเซกเมนต์ประจำเดือนพฤษภาคม 2569

  • รถยนต์นั่งสันดาปภายในยอดผลิต อยู่ที่ 14,019 คัน ลดลง 44.39%
  • รถยนต์นั่งไฟฟ้า 100% หรือ BEV ยอดผลิต อยู่ที่ 6,185 คัน ชะลอตัวเล็กน้อย 3.53%
  • รถยนต์นั่งปลั๊กอินไฮบริดหรือ PHEV ยอดผลิต อยู่ที่ 4,197 คัน เติบโตก้าวกระโดดถึง 128.47%
  • รถยนต์นั่งไฮบริดหรือ HEV ยอดผลิต อยู่ที่ 23,006 คัน เพิ่มขึ้น 11.27%
  • รถกระบะขนาด 1 ตันยอดผลิตรวม อยู่ที่ 65,314 คัน ลดลง 22.68% โดยในกลุ่มนี้มีรถกระบะดับเบิลแค็บไฟฟ้า 100% สะสมช่วง 5 เดือนแรกเติบโตทะยานถึง 3,968.89% หรือคิดเป็นจำนวน 1,831 คัน
  • รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตันจนถึงมากกว่า 10 ตันยอดผลิต อยู่ที่ 1,493 คัน เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 159.20%

เจาะลึกยอดขายภายในประเทศ ยานยนต์ไฟฟ้าทุบสถิติเติบโต

ยอดขายรถยนต์ในประเทศพุ่งแตะ 57,765 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 19.36% และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 10.60% แรงขับเคลื่อนหลักมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถยนต์อเนกประสงค์ SUV พลังงานสะอาดทดแทน โดยกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์กวาดยอดขายไปได้ถึง 40,907 คัน คิดเป็นสัดส่วน 70.82% ของยอดขายทั้งหมดในตลาด

สรุปยอดจำหน่ายในประเทศแยกตามประเภทขุมพลัง

  • รถยนต์นั่งไฟฟ้า 100% หรือ BEV กวาดยอดขาย 18,034 คัน เติบโตร้อนแรงที่สุดถึง 61.19% เมื่อเทียบกับพฤษภาคมปีที่แล้ว และกินส่วนแบ่งตลาดกลุ่มรถยนต์นั่งสูงที่สุด
  • รถยนต์นั่งไฮบริดหรือ HEV ทำยอดขายได้ 12,702 คัน เติบโตขึ้น 28.82%
  • รถยนต์นั่งปลั๊กอินไฮบริดหรือ PHEV ปิดยอดขายที่ 1,663 คัน เติบโตพุ่งพรวด 123.82%
  • รถยนต์นั่งขยายระยะทางขับขี่หรือ REEV มียอดขาย 73 คัน เติบโต 100%
  • รถยนต์นั่งระบบสันดาปภายในหรือ ICE ร่วงลงอย่างหนักเหลือเพียง 8,435 คัน หดตัวลงถึง 38.74%
  • รถกระบะและรถประเภทอื่นๆ ยอดขายกลุ่มรถกระบะทั่วไปปิดที่ 11,171 คัน ขยับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.21% เนื่องจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อ ทว่าในกลุ่มรถกระบะไฟฟ้า 100% กลับโตสวนกระแสทำได้ 201 คัน เพิ่มขึ้น 133.72% ส่วนรถยนต์ประเภท PPV ทำยอดขายได้ 3,164 คัน เติบโต 2.10% และรถบรรทุกขนาด 5 ถึง 10 ตัน มียอดขาย 1,496 คัน เพิ่มขึ้น 26.99% ส่วนฝั่งรถจักรยานยนต์มียอดจำหน่ายรวม 169,724 คัน เติบโตขึ้น 3.08%

สถานการณ์การส่งออกสำเร็จรูปที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน

ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนพฤษภาคม 2569 ปิดตัวเลขที่ 59,434 คัน ลดลง 26.69% มีสาเหตุหลักมาจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ยอดส่งออกไปตลาดดังกล่าวร่วงลงถึง 66.14% ประกอบกับตลาดหลักอย่างออสเตรเลียและโอเชียเนียมีความเข้มงวดด้านกฎหมายการปล่อยคาร์บอน รวมถึงการรุกคืบทำตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ส่งผลให้ยอดส่งออกฝั่งออสเตรเลียลดลง 37.18% คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 41,723.09 ล้านบาท ทว่ากลุ่มเครื่องยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่กลับขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะเครื่องยนต์มียอดส่งออกรวม 4,467.79 ล้านบาท เติบโตขึ้น 42.51%

อินโฟกราฟิกสรุปผลิตเพื่อส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569
สรุปการผลิตเพื่อส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 โดยรถกระบะ 1 ตันยังเป็นแกนหลักของการผลิตเพื่อส่งออก

Bangkok Motorhaus มองอย่างไร

ตัวเลขสถิติยานยนต์ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 กำลังส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้าง (Structural Shift) ที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยานยนต์ไทย แท็กติกของค่ายรถยนต์ฝั่งจีนและกลุ่มพลังงานทางเลือกที่เข้ามาโหมโรงทำตลาดอย่างเข้มข้นกำลังส่งผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม การที่ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 100% พุ่งทะยานเติบโตถึง 61.19% ทลายสัดส่วนรถยนต์สันดาปภายในแบบเดิมจนเหลือมาร์เก็ตแชร์ไม่ถึง 15% ในกลุ่มรถยนต์นั่ง

สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยพร้อมที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ เมื่อต้องเจอกับแรงกดดันด้านราคาน้ำมันในตลาดโลก ความน่าสนใจคือกลุ่มตลาดรถยนต์นั่งปลั๊กอินไฮบริดและไฮบริดทั่วไปที่ยังคงทำอัตราเติบโตได้อย่างมั่นคง แสดงให้เห็นว่าตลาดยังคงมีสัดส่วนกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการเทคโนโลยีผสานพลังงานเพื่อความอุ่นใจในการเดินทางไกลอยู่เป็นจำนวนมาก

จุดเด่นที่น่าจับตาในเชิงอุตสาหกรรมคือ ยอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศมีสัดส่วนแซงหน้ายอดผลิตส่งออกเป็นครั้งแรก ซึ่งในแง่หนึ่งมันสะท้อนว่าโรงงานประกอบรถยนต์และฐานซัพพลายเชนในประเทศไทยเริ่มปรับกระบวนการผลิตเพื่อตอบสนองต่อ Real Demand ภายในประเทศได้อย่างรวดเร็ว ทว่าจุดสังเกตและเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่น่ากังวลใจคือสภาวะหยุดนิ่งของตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน ที่ยอดขายกระเตื้องขึ้นเพียง 0.21% แม้จะเริ่มมีการส่งสัญญาณบวกจากเม็ดเงินลงทุนในประเทศที่เติบโตขึ้น แต่อัตราหนี้สินครัวเรือนที่ยังคงตรึงตัวสูงกว่า 80% ของ GDP กลายเป็นกำแพงที่ทำให้สถาบันการเงินและไฟแนนซ์ต้องเข้มงวดในการอนุมัติวงเงินเช่าซื้ออย่างมหาศาล

ความท้าทายหลังจากนี้คือ ในครึ่งปีหลังหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศของภาครัฐเริ่มสัมฤทธิ์ผล ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาขยายตัวได้ทันท่วงทีหรือไม่ ขณะเดียวกัน ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมที่พึ่งพาเครื่องยนต์สันดาปจะต้องเร่งปรับแท็กติกเพื่อรับมือกับกระแสยานยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์ที่กำลังเข้ายึดครองสัดส่วนตลาดส่วนใหญ่ไปอย่างเบ็ดเสร็จครับ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top