บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดตัว JAECOO 6T REEV 2026 อย่างเป็นทางการในงาน TECH DAY 2026 ณ กรุงเทพมหานคร นับเป็นการนำเสนอยนตรกรรมขับเคลื่อนสี่ล้อระบบไฟฟ้าขยายระยะทางรุ่นแรกในประเทศไทย ชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีขยายระยะทางที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการขับขี่ของคนไทยในทุกสภาพเส้นทาง มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถไฟฟ้า 100% พร้อมขจัดความกังวลในการเดินทางไกลด้วยระบบปั่นกระแสไฟสำรองในตัวรถ โดยทางค่ายเตรียมความพร้อมเปิดรับจองและตั้งเป้าส่งมอบรถยนต์ล็อตแรกให้แก่ลูกค้าภายในเดือนสิงหาคม 2026 ทันที








ราคาและแคมเปญเปิดตัว
JAECOO 6T REEV 2026 มาพร้อมทางเลือกสองรุ่นย่อยหลักประกอบด้วย รุ่นขับเคลื่อนสองล้อ 2WD Max เปิดราคาพิเศษช่วงเปิดตัวที่ 879,900 บาท จากราคาจำหน่ายปกติ 899,900 บาท และรุ่นท็อปขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD Ultra เปิดราคาพิเศษช่วงเปิดตัวที่ 979,900 บาท จากราคาจำหน่ายปกติ 999,900 บาท พร้อมข้อเสนอรับสิทธิ์ประกันภัยชั้น 1 ฟรีนาน 1 ปี และแคมเปญพิเศษรับประกันตลอดอายุการใช้งานสำหรับแบตเตอรี่ มอเตอร์ รวมถึงชุดควบคุม พ่วงระบบรับประกันเครื่องยนต์นาน 10 ปีไม่จำกัดระยะทางสำหรับกลุ่มลูกค้า 1,000 คนแรกที่ทำการจองภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2026





ระบบ REEV และการชาร์จ
โครงสร้างงานวิศวกรรมติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าขยายระยะทาง REEV ทำงานในรูปแบบ Series Hybrid โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนหลักส่งกำลังลงสู่เพลาล้อโดยตรง ขณะที่เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ทำพลังงานกลเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้ากลับไปชาร์จและสนับสนุนตัวแบตเตอรี่เท่านั้น ไม่มีการส่งกำลังตรงสู่ล้อในทุกกรณี ตัวรถติดตั้งแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 33.67 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จกระแสสลับ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ และระบบชาร์จเร็วพลังงานกระแสตรง DC Fast Charging สูงสุด 100 กิโลวัตต์ พ่วงฟังก์ชันจ่ายกระแสไฟออกสู่ภายนอกตัวรถ V2L กำลังไฟสูงสุด 2.3 กิโลวัตต์ ควบคู่กับ Camping Mode เพื่อรองรับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างเต็มรูปแบบ














สมรรถนะรุ่น 2WD Max และ 4WD Ultra
รุ่นขับเคลื่อนสองล้อ 2WD Max ให้พละกำลังสูงสุด 252 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนสูงสุด 190 กิโลเมตร และทำระยะทางขับขี่รวมสูงสุดได้ถึง 800 กิโลเมตรต่อการจัดการพลังงานเต็มระบบ
รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD Ultra รีดพละกำลังรวมสูงสุดได้ถึง 428 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 505 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 5.5 วินาที มอบระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนสูงสุด 160 กิโลเมตร และมีระยะทางวิ่งรวมสูงสุด 750 กิโลเมตร
ขับเคลื่อน 4 ล้อ i-WD และงานช่วงล่าง
ขีดความสามารถในเชิงออฟโรดได้รับการเสริมทัพด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ i-WD ที่คำนวณและกระจายแรงบิดแบบเรียลไทม์อัตโนมัติ พร้อมโหมดการขับขี่ปรับแต่งตามสภาพพื้นผิวได้ 9 รูปแบบในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ ตัวรถมีระยะความสูงที่สามารถลุยน้ำท่วมขังลึกสูงสุด 600 มิลลิเมตร ไต่ทางลาดชันได้สูงสุดถึง 55% หรือประมาณ 29 องศา ระบบกันสะเทือนเลือกใช้ช่วงล่างด้านหลังแบบ H-ARM ช่วยยกระดับความนุ่มนวลและเพิ่มเสถียรภาพการยึดเกาะถนนในทุกสภาวะเส้นทาง











ห้องโดยสารและเทคโนโลยี
ห้องโดยสารภายในออกแบบเน้นความสะดวกสบายด้วยเบาะนั่งปรับไฟฟ้าแบบ Super Comfort ติดตั้งฟังก์ชันเบาะนวด ระบบเป่าลมระบายอากาศ และระบบรองรับต้นขาปรับไฟฟ้า โดยเบาะนั่งแถวหลังสามารถปรับเอนพนักพิงได้ 2 ระดับเพื่อลดความเมื่อยล้า เสริมความอัจฉริยะด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง ADAS รวมทั้งหมด 15 ฟังก์ชัน ทำงานร่วมกับระบบกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 540 องศา แท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายกำลังไฟสูง 50 วัตต์ และเปิดตัวระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ Connected Car Services ผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ตโฟนเปิดให้ใช้งานฟรี 3 ปีแรก











Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การส่ง JAECOO 6T REEV 2026 ลุยตลาดเมืองไทยหนนี้ ถือเป็นแท็กติกการตลาดที่ชาญฉลาดของทางโอโมดา แอนด์ เจคู ในการทลายกำแพงความกังวลทางจิตวิทยาของผู้บริโภคชาวไทยที่ยังคงมีความลังเลในเรื่องความพร้อมของสถานีชาร์จสาธารณะยามเดินทางไกล การหยิบเทคโนโลยี REEV ที่ทำงานในรูปแบบ Series Hybrid ซึ่งล้อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ตลอดเวลาแต่มีเครื่องยนต์ทำหน้าที่เป็นเสมือนพาวเวอร์แบงก์เคลื่อนที่ติดตัวรถไปด้วย ถือเป็นการตอบโจทย์เรื่องระยะทางวิ่งได้อย่างเด็ดขาด โดยที่ผู้ขับขี่ยังคงได้รับประสบการณ์ความเงียบ การตอบสนองที่ฉับไว และแรงบิดที่ต่อเนื่องแบบรถไฟฟ้าแท้ๆ ทุกประการ
จุดชนวนความร้อนแรงที่ทำให้คู่แข่งในเซกเมนต์เอสยูวีพิกัดเดียวกันต้องหันมามองคือ กลยุทธ์การตั้งราคาที่ทุบเพดานลงมาต่ำกว่าล้านบาทอย่างดุดัน ตัวเลขราคาพิเศษ 979,900 บาทสำหรับรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD Ultra ที่ให้พละกำลังสูงถึง 428 แรงม้า และอัตราเร่งระดับ 5.5 วินาที ถือเป็นอัตราส่วนความแรงต่อราคาที่หาตัวจับได้ยากมากในตลาดปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น การใส่ฟังก์ชันออฟโรดเต็มสูบอย่างการลุยน้ำ 600 มิลลิเมตร และโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบ ยิ่งเป็นการฉีกหนีภาพจำของรถครอสโอเวอร์คนเมืองทั่วไปให้กลายเป็นรถสายกิจกรรมกลางแจ้งที่พร้อมตอบโจทย์สายแคมปิ้งได้อย่างไร้ข้อกังขา
อย่างไรก็ตาม โจทย์ข้อสำคัญที่แบรนด์ใหม่นี้ต้องพิสูจน์ให้เห็นในระยะยาวคือ ความเสถียรของระบบจัดการพลังงานไฮบริดอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ควบคุมการกระจายแรงบิด i-WD รวมถึงการสร้างความมั่นใจในโครงข่ายศูนย์บริการและระบบอะไหล่หลังการขาย แต่หากพิจารณาจากการอัดแคมเปญรับประกันตลอดอายุการใช้งานสำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าหลักและวารันตีเครื่องยนต์นาน 10 ปีเข้ามาเสริมทัพ ก็นับเป็นการแก้เกมและสร้างความอุ่นใจในการครอบครองที่ทรงพลังมากพอที่จะเปลี่ยนใจกลุ่มลูกค้าที่เคยเล็งรถยนต์ไฟฟ้าล้วนหรือรถไฮบริดค่ายญี่ปุ่นให้หันมาพิจารณาโมเดลนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นครับ






