บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมจับมือพาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศเริ่มส่งมอบรถยนต์พิกัดอเนกประสงค์ SUV-B เจเนอเรชันใหม่อย่าง GWM ORA 5 2026 ถึงมือลูกค้าในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานการส่งมอบ และงานบริการหลังการขายที่รวดเร็วครบวงจร

นายเวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ประสานงานร่วมกับพาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศเพื่อกระจายตัวรถให้ถึงมือลูกค้าโดยเร็วที่สุด ซึ่งล็อตแรกจะเริ่มส่งมอบให้กับกลุ่มลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ในช่วงงาน Motor Show 2026 และผู้ที่จองระหว่างวันที่ 6–30 เมษายนที่ผ่านมา โดยกำหนดการส่งมอบจะมีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนนี้ ส่วนลูกค้าที่สั่งจองตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จะเริ่มได้รับรถตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป


GWM ORA 5 EV 2026 ขุมพลังไฟฟ้า 100%
- รุ่น EV PRO ราคา 669,000 บาท ราคาช่วงแนะนำเดิม 649,000 บาท
- รุ่น EV ULTRA ราคา 739,000 บาท ราคาช่วงแนะนำเดิม 719,000 บาท
GWM ORA 5 HEV 2026 ขุมพลัง 1.5 TURBO Hybrid
- รุ่น HEV Pro ราคา 729,000 บาท
- รุ่น HEV Ultra ราคา 799,000 บาท

ตัวรถได้รับการออกแบบให้มีมิติตัวถังความยาว 4,471 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,833 มิลลิเมตร ความสูง 1,641 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,720 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างสถาปัตยกรรมระดับสากล ผสานการดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ระบบช่วยเหลือนักขับขี่และระบบความปลอดภัยขั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบครัน


ในแง่ของงานบริการหลังร้าน GWM มีพาร์ทเนอร์สโตร์เปิดให้บริการแล้วกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ พร้อมศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังมาตรฐานอู่ในระบบที่มีการรับประกันอะไหล่แท้ รวมถึงระบบจัดการสต็อกที่สามารถจัดส่งชิ้นส่วนอะไหล่ได้รวดเร็วภายใน 7 วัน พ่วงระบบบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมงผ่านแอปพลิเคชัน GWM หรือ GWM Call Center
Bangkok Motorhaus มองอย่างไร
การเคลื่อนทัพเริ่มส่งมอบ GWM ORA 5 2026 ในช่วงเวลานี้ ถือเป็นจังหวะที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ ต้องเร่งเติมผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดเพื่อปิดรอยต่อและรักษากระแสของแบรนด์ หลังจากเปิดราคาอย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ทว่าการขยับปรับตัวเลขหน้าป้ายขายจริงของรุ่นพลังงานไฟฟ้า 100% ทั้งรุ่น EV PRO และ EV ULTRA ขึ้นมาอีก 20,000 บาทหลังสิ้นสุดแคมเปญช่วงเปิดตัว ถือเป็นหมากเกมสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า GWM กำลังจัดตำแหน่งโครงสร้างราคาใหม่ให้สอดรับกับต้นทุนและการทำตลาดในพิกัด SUV-B สัญชาติจีนที่ผลิตภายในประเทศ
แม้จะมีการปรับราคาหน้าร้านเพิ่มขึ้น แต่ข้อได้เปรียบที่เด่นชัดที่สุดของโมเดลนี้คือ “การสร้างทางเลือกที่ยืดหยุ่นในคันเดียว” เพราะมีให้เลือกทั้งแบบไฟฟ้า 100% (EV) และระบบไฮบริด (HEV) ซึ่งเข้ามากวาดลูกค้าได้ทั้งสองกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยากได้ความอเนกประสงค์แบบรถ SUV-B แต่ยังไม่พร้อมจะขยับไปคบหาไฟฟ้าเต็มตัว ระบบไฮบริดเทอร์โบจึงกลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายและลงตัวในงบประมาณระดับ 7 แสนบาท
เมื่อมองโครงสร้างมิติตัวถังเทียบกับช่วงราคานี้ ตัวรถจะเข้าไปเบียดแย่งมาร์เก็ตแชร์ของทั้งฝั่งบี-เอสยูวีค่ายญี่ปุ่นและรถไฟฟ้าไซส์ compact ค่ายจีนอื่นๆ ด้วยกันได้อย่างสนุก การจัดออปชันฟังก์ชันเทคโนโลยีความปลอดภัยและระเบียบการจัดส่งอะไหล่ไวภายใน 7 วัน เป็นการพยายามลบจุดอ่อนเรื่องคิวรอนานที่ค่ายรถยนต์เกิดใหม่มักโดนเพ่งเล็ง และเป็นการตอกย้ำทิศทางตามวิสัยทัศน์ “GWM ONE” ที่หันมาเน้นเรื่องความโปร่งใสและคุณภาพในการดูแลระยะยาวมากกว่าการหั่นราคา



